Wednesday, 26th of July 2017

กัณฑ์ที่ ๙ มัทรี พระครูวิภัชอรรถวาที

กัณฑ์ที่ ๙ มัทรี ๙๐ พระคาถา

พระครูวิภัชอรรถวาที

วัดเสมียนนารี
 


 

กัณฑ์ที่ 9  มัทรี  90 พระคาถา

เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

-------------------------

                   ยํ  ปน  รญฺญา  มหาปฐวึ  อุนฺนาเทตฺวา  พฺราหฺมณสฺส  ปิยปุตฺเตสิ  ทินฺเนสุ  ยาว  พรหฺม-โลกา  เอกโกลาหลํ  ชาตํ  เตนาปิ  ภิชฺชิตหทยา  วิย  หิมวนฺตวาสิโน  เทวตาโย  เตสํ  พฺราหฺเญน  นียมานานํ   ตํ  วิลาปํ  สุตฺวา  มนฺตยึสุ  สเจ  มทฺที  สกาลสฺเสว  อสฺสมํ  อาคมิสฺสติ  สา  ตตฺถ  ปุตฺเต  อทิสฺวา  เวสฺสนฺตรํ  ปุจฺฉิตฺวา  พฺราหฺมณสฺส  ทินฺนภาวํ  สุตฺวา  พลวสิเนเหน  ปทานุปทํ  ธาวิตฺวา  มหนฺตํ  ทุกฺขํ  อนุภเวยฺยาติ

                   (1)  เดิน   ยํ  โกลาหลํ  อันว่าโกลาหลอันใดอันเป็นวิสัยแสนกัมปนาท  รญฺญา  เมาะ  เวสฺสนฺตเรน  อันพระมหาบุรุษราชชาติอาชาไนยเชื้อชินวงศ์  ทรงบำเพ็ญเพิ่มโพธิสมภาร  ด้วยเดชะอำนาจทานโพธิสัตว์  เป็นปัจฉิมปรมัตถบารมีอันหมายมั่น  ตํ  โกลาหลํ  ก็บังเกิดมหัศจรรย์ในไตรภพจบจนพรหมเมศร์  ทินฺเนสุ  ปางเมื่อท้าวเธอยกสองดรุณนเรศผู้ยอดรัก  ราวกะว่าจะแขวะควักซึ่งดวงเนตรทั้งสองข้างวางไว้ในมือพราหมณ์  เฒ่าก็พาสองพะงางามไปในทางกันดาร  ควรจะสงสารแสนอนาถา  ด้วยพระลูกเจ้าเป็นกำพร้าพรากพระชนนีแต่น้อยๆ ยังมิวายนม  พราหมณ์ขู่ข่มเข่นเขี้ยวคำรามตีต้อนให้ด่วนเดิน  ตามป่ารกระหกระเหินหอบหิวและไห้โหย  มีแต่เสียงเธอโอดโอยสะอื้นร้องรำพันสั่งทุกเส้นหญ้า  ก็หวั่นๆ วังเวงวิเวกป่าพระหิมพานต์  เตสํ  ลาลปฺปิตํ  สุตฺวา  ฝ่ายฝูงเทพยทุกสถานพิมานไม้ไศลเกริ่นเนินแนวพนาวาส  ได้สดับคำประกาศสองกุมาร  ทรงสั่งสาส์นจนสุดเสียง  ดังทิพยาพิมานจะเอนเอียงอ่อนลงช้อยชด  เทพยเจ้าก็เศร้าสลดพิลาปเหลียวมาดูดูมิได้    ภิชฺชิตหทยา  วิย  ปิ้มประหนึ่งว่าดวงหทัยจะปะทุทะลุลั่นละเอียดออกทุกอกองค์  ด้วยทรงพระอาลัยนั้นใหญ่หลวง  ก็พากันข้อนทรวงทรงกรรแสงโศกอยู่ซบเซา  จึงปรารภว่าชาวเราเอ๋ยจะคิดไฉนดี  ถ้าแม้นสมเด็จพระมัทรีเธอกลับเข้ามาแต่กาลยังวันมิทันเย็น  อทิสฺวา  เมื่อท้าวเธอมิได้เห็นพระเจ้าลูกก็จะทูลถาม  ครั้นแจ้งว่าพราหมณ์มันพาไป  นางก็จะอาลัยโลดแล่นไปตามติดไม่คิดตาย  มหนฺตํ  ทุกฺขํ  คิดไปแล้วใจหายเห็นน่าน้ำตาตกโอ้อกมัทรีเอ่ย  จะเสวยพระทุกข์แทบชีวิตจะปลิดปลง  ด้วยพระลูกรักทั้งสององค์นี้แล้วแล

ตมตฺถํ   ปกาเสนฺโต   สตฺถา   อาห

เตสํ   ลาลปิตํ   สุตฺวา   ฯลฯ   มคฺคํ   เม   เทถ   ยาจิตาติ

                   (2)  เดิน   ภิกฺขเว  ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรญาณ  เทวสงฺฆาโย  ฝ่ายฝูงเทพยทุกสถานพิมานไม้ไพรพนม  มีอารมณ์อันร้อนเร่า  ส่วนเทพยเจ้าจอมสากลจึงมีเทวยุบลบังคับ  แก่เทพยอันดับทั้งสามองค์  อันทรงมหิทธิฤทธิศักดาว่า  ท่านจงพากันนฤมิตบิดเบือนกายกลายอินทรีย์  เป็นพระยาราชสีห์สองเสือสามสัตว์  สกัดหน้านางพระยามัทรีไว้  ต่อทิพากรคลาไคลคล้อยเห็น  เห็นดวงพระจันทร์ขึ้นมาอยู่รางๆ  ท่านจึงลุกหลีกหนทางให้แก่นางงาม  ตโย  เทวปุตฺตา  ส่วนเทพยเจ้าทั้งสามก็อำลาลีลาศ  ผาดแผลงจำแลงเป็นพระยาไกรสรราชผาดแผดเสียงสนั่น  ดังสายอัสนีลั่นตลอดป่า  องค์หนึ่งเป็นพยัคฆ์พระยาเสือโคร่งคำรนร้อง  อีกองค์หนึ่งเป็นเสือเหลืองเนื่องคะนองย่องหยัดสะบัดบาท  ต่างองค์กระทำสีหนาทน่าแสยงขน  พากันจรดลไปนอนคอยที่ช่องแคบขวางมรรคา  ที่พระนางเธอจะเสด็จสู่พระบรรณศาลานั้นแล

                   (3)  ขึ้น   สา  มทฺที  ปางนั้นส่วนสมเด็จพระมัทรีศรีสุนทรเทพกัญญา  จำเดิมแต่พระนางลีลาล่วงลับพระอาวาส  พระทัยเธอหวั่นหวาดพะวงหลัง  ตั้งแต่จะเป็นทุกข์ถึงพระเจ้าลูกมิลืมเลย  เดินพลางทางเสวยพระโศกพลาง  พระนัยน์เนตรทั้งสองข้างไม่ขาดสายพระอัสสุชล  พลางพิศดูผลาผลในกลางไพร  ที่นางเคยอาศัยทรงสอยอยู่เป็นนิตย์ผิดสังเกต  เหตุไฉนไม้ที่มีผลเป็นพุ่มพวง  ก็กลายกลับเป็นดอกดวงเดียรดาษอนาถเนตร  แถวโน้นนั่นแก้วเกดพิกุลแกมกับกาหลง  ถัดไปก็สาวหยุดประยงค์แลยมโดย  ยามพระพายพัดเคยร่วงโรยรายดอกลงมูนมอง  แม่ยังได้เก็บมาร้อยกรองไปฝากลูกเมื่อวันวาน  ก็เพี้ยนผิดพิสดารเป็นพวงผล  สพฺพา  มุยฺหนฺติ  เม  ทิสา  ทั้งแปดทิศก็มืดมัวทั่วทุกแห่ง  ทั้งขอบฟ้าก็ดาดแดงเป็นสายเลือด  ไม่เว้นวายหายเหือดเป็นลางร้ายไปรอบข้าง  ทกฺขิณกฺขิ  นัยน์ตาขวาก็พร่างๆ อยู่พรายพร้อย  ดูจิตใจของแม่นี้ยังน้อยอยู่นิดเดียว  ทั้งอินทรีย์ก็เสียวๆ สั่นระรัวริก  สาแหรกคานบันดาลพลิกพลัดลงจากบ่า  ทั้งขอน้อยในหัตถาที่เคยถือ  ก็หลุดหล่นลงจากมือไม่เคยเป็นเห็นอนาถ  เอ๊ะประหลาดหลากแล้วมิเคยเลย  โอ้อกเอ๋ยช่างอัศจรรย์จริง  ยิ่งคิดก็ยิ่งกริ่งๆ ตรอมพระทัยเป็นทุกข์ถึงพระลูกรักทั้งสององค์  เดินพลางนางก็รีบทรงเก็บผลาผลแต่ตามได้  ใส่กระเช้าสาวพระบาทบทจรดุ่มเดินมาโดยด่วน  พอประจวบจวนพระยาพาลมฤคราช  สะดุ้งพระทัยไหวหวาดวะหวีดวิ่งวนแวะเข้าข้างทาง  พระทรวงนางสั่นระรัวริกเต้นดังตีปลา  นางพระยาทรงกรรแสงไห้พิไรร่ำ  จึงตรัสว่ากรรมเอ๋ยกรรมกรรมของมัทรี  โอ้เวลาปานฉะนี้พระลูกน้อยจะคอยหา  อนึ่งมรรคาก็ช่องแคบหว่างคิรี  เป็นตรอกน้อยรอยวิถีที่เฉพาะจร  ทั้งสามสัตว์ก็มาเนื่องนอนสกัดหน้า  ครั้นจะลีลาหลีกลัดตัดไปทางใดก็เหลือเดิน  ทั้งสองข้างเป็นโขดเขินขอบคันขึ้นกั้นไว้  นีเจ  โวลมฺพเก  สุริเย  ทั้งเวลาก็เย็นลงรำไรใกล้จะค่ำแล้ว  ยังไม่เห็นหน้าพระลูกแก้วของแม่เลย  อกเอ๋ยจะทำไฉนดี  จึงจะได้วิถีทางที่จะครรไล  พระนางจึงปลงหาบคอนลงวอนไหว้แล้วอภิวาท  ว่าข้าแต่พระยาพาลมฤคราชอันเรืองเดช  ท่านก็เป็นพระยาสัตว์ในหิมเวศวนาสณฑ์  จงผินพักตร์ปริมณฑลทั้งสามรา  มารับวันทนาน้อมด้วยทัศนัขเบญจางค์  เม  เมาะ  มทฺทิยา  แห่งน้องนางนามชื่อว่ามัทรี  ราชปุตฺตี  น้องเป็นกัลยาณีหน่อกษัตริย์มัททราชสุริยวงศ์  อนึ่งน้องก็เป็นเอกองค์อัครบริจาริกาจอมนเรศร์เวสสันดร  อันจำจากพระนครมาอยู่ไพร  น้องนี้ตั้งใจสุจริตติดตามมาด้วยกตเวที  อนึ่งพระสุริยศรีก็ย่ำสนธยาสายัณห์แล้ว  เป็นเวลาพระลูกแก้วอยากนมกำหนดเสวย  พระพี่เจ้าของน้องเอ๋ยทั้งสามรา  ขอเชิญกลับไปยังรัตนคูหาห้องแก้ว  แล้วจะได้เชยชมซึ่งลูกรักแลเมียขวัญ  อนึ่งน้องนี้จะแบ่งปันผลไม้ให้สักกึ่ง  ครึ่งหนึ่งนั้นน้องจะเอาไปฝากพระหลานน้อยๆ ทั้งสองรา  มคฺคํ  เม  เทถ  ยาจิตา  พระพี่เจ้าจงมีจิตคิดกรุณาสังเวชบ้าง  ขอเชิญล่วงครรไลให้หนทางพนาวันอันสัญจร  แก่น้องร่วมอุทรนี้เถิด

ตมตฺถํ   ปกาเสนฺโต   สตฺถา   อาห

ตสฺสา   ลาลปฺปมานาย   ฯลฯ  เกน   นีตา   เม   ทารกาติ

                   (4)  เดิน   ตโย  เทวปุตฺตา  ส่วนเทพยเจ้าทั้งสามองค์ได้ทรงฟังพระเสาวนีย์พระมัทรีเธอไหว้วอนขอหนทาง  เห็นพระพักตร์นางนองไปด้วยน้ำพระเนตร  เทพยเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ  จึงพากันอุฏฐาการคลาไคลให้มรรคาแก่นางพระยามัทรี  พอแจ่มแจ้งแสงศรีศศิธร  นางก็ยกหาบคอนขึ้นใส่บ่า  เอาพระภูษาคาดพระเต้าเข้าให้มั่นคง  วิ่งพลางนางทรงกรรแสงพลาง  ยะเหยาะเหย่าทุกฝีย่างไม่หย่อนหยุด  พักหนึ่งก็ถึงที่สุดบริเวณพระอาวาส  ที่พระลูกเจ้าเคยประพาสแล่นเล่น  ประหลาดแล้วแลไม่เห็นก็ใจหาย  ปิ้มประหนึ่งว่าชีวิตนางจะวางวายลงทันที  จึงตรัสเรียกว่า               ขึ้น   แก้วกัณหาพ่อชาลีแม่มาถึงแล้ว  เหตุไฉนไยพระลูกแก้วจึงมิมาเล่าหลากแก่ใจ  แต่ก่อนแต่ไรสิพร้อมเพรียง  เจ้าเคยวิ่งระรี่เรียงเคียงแข่งกันมารับพระมารดา  ทรงพระสรวลสำรวลร่าระรื่นเริงรีบรับเอาขอคาน  แล้วก็พากันกราบกรานพระชนนี  พ่อชาลีเจ้าเลือกเอาผลไม้  แม่กัณหาชะอ้อนวอนไหว้ว่าจะเสวยนม  ผทมเหนือพระเพลาพลาง  ฉอเลาะแม่นี้ต่างๆ ตามประสาทารกเจริญใจ  วจฺฉา  พาลาว  มาตรํ  มีอุปไมยเสมือนหนึ่งลูกทรายทรามคะนอง  ปองที่ว่าจะชมแม่เมื่อสายัณห์  โอ้พระจอมขวัญของแม่เอ่ย  เจ้ามิเคยได้ความยากย่างเท้าลงเหยียบดิน  ริ้นก็มิได้ไต่  ไรก็มิได้ตอม  เจ้าเคยฟังแต่เสียงพี่เลี้ยง  เขาขับกล่อมบำเรอรับกับดนตรี  ยามบรรทมลมธุลีก็มิได้พัดมาแผ้วพาน  แม่สู้รักษาพยาบาลบำรุงเจ้าแต่เยาว์มา  เจ้าไม่เคยห่างพระมารดาสักราตรี  โอ้ความเข็ญใจในครั้งนี้นี่เหลือขนาด  สิ้นสมบัติพลัดญาติยังแต่ตัว  ต้องไปหามาเลี้ยงลูกแลผัวค่ำเช้าทุกเวลา  แม่มาสละเจ้าไว้เป็นกำพร้าทั้งสององค์  หํสาว  เสมือนหนึ่งลูกหงส์เหมราชปักษิน  ปราศจากมุจลินท์ไปตกคลุกในโคลนหนอง  สิ้นสีทองอันผ่องแผ้ว  แต่ก่อนแม่กลับมาถึงแล้วได้เชยชมชื่นจิตสบาย  ที่เหนื่อยยากก็จะเสื่อมหายคลายทุกข์ทุเลาลง  ลืมสมบัติขัตติยวงศ์ในวังเวียง  โอ้แต่ก่อนเอ๋ยแม่เคยได้ยินเสียงเจ้าเจรจาแจ้วๆ อยู่ตรงนี้  อิทํ  ปทวลญฺชํ  นั่นก็รอยเท้าพ่อชาลีนี่ก็รอยเท้าของกัณหาแม่ยังแลเห็น  โน่นก็กรวดทรายเจ้ารายเล่นเป็นกองๆ  สิ่งของทั้งนี้เป็นเครื่องเล่นยังเห็นอยู่  น  ทิสฺสเร  แต่ลูกรักของแม่ทั้งคู่ไปอยู่ไหนไม่เห็นเลย  อยํ  โส  อสฺสโม  โอ้พระอาศรมเจ้าเอ๋ย  ก็น่าอัศจรรย์ใจ  แต่ก่อนดูนี่สุกใสด้วยสีทอง  เสียงนกก็ร่ำร้องสำราญรังเรียงเคียงคู่แล้วคูขัน  ทั้งจักกระจั่นพรรณลองในเรไรร้องอยู่หริ่งๆ ระเรื่อยโรย  โหยสำเนียงดังเสียงสังคีตขับประโคมไพร  โอ้ไฉนจึงเหงาเงียบเมื่อยามนี้  ทั้งอาศรมก็หมองศรีเสมือนหนึ่งว่าจะเศร้าโศก  เออชะรอยว่าพระเจ้าลูกจะวิโยคพลัดพรากจากอกของมารดาเสียจริงแล้วกระมังในครั้งนี้  นางก็เข้าไปทูลถามพระราชสามีด้วยสงสัย  ว่าพระพุทธเจ้าข้า  ประหลาดใจกระหม่อมฉัน  อันสองกุมารนั้นไปอยู่ไหนไม่แจ้งเหตุ  ฤาจะพากันเที่ยวลับพระเนตรนอกตำแหน่ง  สิงห์สัตว์ที่ร้ายแรงคะนองฤทธิ์  มาพานพบขบกัดตัดชีวิตพระลูกข้าพาไปกินเป็นอาหาร  ถึงกระนั้นก็จะพบพานซึ่งกเฬวระร่าง  มิเลือดก็เนื้อจะเหลืออยู่บ้างสักสิ่งอัน  แต่พอได้รู้สำคัญว่าเป็นตาย  นี่สุดที่จะมุ่งหมายพ้นประมาณแล้ว  โอ้เจ้าแว่นแก้วส่องสว่างอกของแม่เอ๋ย  แม่เคยได้รับขวัญทุกเวลา  เป็นไรเล่าเจ้าจึงไม่มาเหมือนทุกวัน  มตา  ฤาว่าพระลูกเจ้าอาสัญสูญสิ้นพระชนมาน  อยู่ในป่าพระหิมพานต์นี้แล้วแล

อิทํ   ตโต   ทุกฺขตรํ   ฯลฯ   ชาลึ   กณฺหาชินญจุโภติ

                   (5)  เดิน   เมื่อสมเด็จพระมัทรี  เธอกราบทูลพระราชสามีสักเท่าใดๆ  ท้าวเธอก็มิได้ตรัสปราศรัยจำนรรจา  นางยิ่งกลุ้มกลัดขัดอุราผะผ่าวร้อน  ข้อนพระทรวงทรงพระกรรแสง  ขึ้น   ว่าเจ้าแม่เอ่ย  แม่มิเคยได้เคืองแค้นเหมือนหนึ่งครั้งนี้  เมื่อจากบุรีทุเรศมา  ก็พร้อมหน้าทั้งลูกผัวเป็นเพื่อนทุกข์  สำคัญว่าจะเป็นสุขประสายากเมื่อยามจน  ครั้นลูกหายทั้งสองคนก็สิ้นคิด  ทูลพระสามีก็มิได้ปรานีสักนิดสักหน่อยหนึ่ง  ท้าวเธอกลับนิ่งขึงตึงพระองค์  ดูเหมือนทรงขัดเคืองด้วยเรื่องอันใด  อนิจจาน่าน้อยใจมาจำจน  อุปมาเหมือนคนไข้หนักแล้วมิหนำ  แพทย์ยังซ้ำเอายาพิษมาวางให้เวทนา  ไหนชีวาจะรอดไปสักกี่วัน  พระคุณเอ่ยเมื่อแรกจากไอศวรรย์มาอยู่ดง  ข้าพระบาทก็จำนงปลงจิตมิได้คิดเป็นใจสอง  หวังว่าจะเป็นเกือกทองฉลองบาทยุคลพระทูนหัว  ไปกว่าจะสิ้นบุญตัวตายไปเมืองผี  อนิจจาเอ๋ยวาสนามัทรีไม่สมคะเนแล้ว  พระทูลกระหม่อมแก้วจึงชิงชังไม่นำพา  ทั้งลูกรักดังแก้วตาก็หายไป  อกเอ๋ยจะอยู่ไปไยให้ทนเวทนา  อุปมาเสมือนหนึ่งพฤกษาลดาวัลย์  ย่อมจะอาสัญลงเพราะลูกเป็นแท้เที่ยง  ถ้าแม้พระองค์ไม่ทรงเลี้ยงมัทรีไว้  จะเฝ้านิ่งมัธยัสถ์ตัดเยื่อใยไม่โปรดบ้าง  ก็จะเห็นแต่กเฬวระร่างซากศพของมัทรี  อันวายชีวีโทรมกลิ้งอยู่กลางดง  เสียเป็นมั่นคงในครั้งนี้แล้วแล

                   (6)  เดิน   อถ  มหาสตฺโต  สมเด็จพระราชสมภาร  เมื่อได้สดับสารพระมัทรีเธอแสนวิโยคโศกศัลย์สุดกำลัง  ถ้าแม้นจะมิตรัสแก่พระนางมั่งจะมิเป็นการ  จำจะเอาโวหารการหึงหวงเข้ามาหักโศกให้เสื่อมลง  พระองค์จึงเอื้อนอรรถตรัสประภาษว่า  นนุ  มทฺทิ  ดูกรนางนาฏพระน้องรัก  ภทฺเท  เจ้าผู้มีพักตร์อันผุดผ่อง  เสมือนหนึ่งน้ำทองทาบทับประเทืองผิว  ราวกะว่าลอยลิ่วเลื่อนลงมาจากฟ้า  ใครได้เห็นเป็นขวัญตาก็ละเลิงหลงละลายทุกข์  ปลุกปลื้มอารมณ์ชายให้เชยชื่น  จะนั่งนอนเดินยืนก็ต้องอย่าง  วราโรหา  พร้อมด้วยเบญจางคจริตรูปเจริญโฉม  ประโลมโลกล่อแหลมวิไลลักษณ์  ราชปุตฺตี  ประกอบไปด้วยเชื้อศักดิ์สมมติวงศ์พงศ์กษัตร  เออก็เมื่อเช้าเจ้าจะเข้าป่าน่าสงสาร  ปานประหนึ่งว่าจะไปมิได้  ทำร้องไห้ฝากลูกมิรู้แล้ว  ครั้นคลาดแคล้วเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ดง  ปานประหนึ่งว่าจะหลงลืมลูกสละผัว  ต่อมืดมัวสิจึงกลับเข้ามา  ทำเป็นบีบน้ำตาตีอกว่าลูกหาย  ใครจะไม่รู้แยบคายความคิดหญิง  ถ้าแม้นเจ้าอาลัยอยู่ด้วยลูกจริงเหมือนวาจา  ก็จะรีบกลับเข้ามาแต่ตะวันไม่ทันรอน  เออนี่เจ้าเที่ยวพเนจรตามสนุกใจ  ชมนกชมไม้ในไพรวันสารพันที่จะมี  ทั้งฤษีสิทธิ์วิทยาธรคนธรรพ์เทพารักษ์  ผู้มีพักตร์อันเจริญ  เห็นแล้วก็น่าเพลิดเพลินไม่เมินได้  ฤาเจ้าปะผลไม้ประหลาดรสสดสุกทรามเสวยไม่เคยกิน  เจ้าฉวยชิมชอบลิ้นก็หลงฉันอยู่จึงช้า  อุปมาเสมือนหนึ่งภุมรินทร์บินวะว่อน  เที่ยวซับซาบเอาเกสรสุคนธมาเลศ  พบดอกไม้อันวิเศษต้องประสงค์  หลงเคล้าคลึงรสจนลืมรัง  เข้าเถื่อนเจ้าลืมพร้า  ได้หน้าแล้วลืมหลังไม่เหลียวกลับ  เที่ยวทอดประทับมากลางทาง  อันว่าพระยานางสิเป็นหน่อกษัตริย์  จะไปไหนก็เคยมีแต่กลดกั้น  พานจะเกรงแสงพระสุริยันไม่คลาเคลื่อน  เจ้ารักเดินด้วยแสงเดือนชมดาวพลาง  ได้น้ำค้างกลางคืนชื่นอารมณ์สมคะเน  พอมาถึงก็ทำเสขึ้นเสียงเลี่ยงพาโลว่าลูกหาย  เออนี่เจ้ามิหมายว่าใครๆ ไม่รู้ทันกระนั้นกระมัง  ฤาเจ้าเห็นว่าพี่นี้ปลงจิตคิดอนิจจังทิ้งพยสน์  เพราะว่าเป็นดาบสสอดอารมณ์เสีย  ขึ้น   เจ้าเป็นแต่เพียงเมียควรฤามาหมิ่นได้  ถ้าแม้นพี่อยู่ในกรุงไกรเหมือนแต่ก่อนเก่า  หากว่าเจ้าทำเช่นนี้  กายของมัทรีก็จะขาดสะบั้นลงทันตา  ด้วยพระกรเบื้องขวาของอาตมานี้แล้วแล

                   (7)  เดิน   สา  มทฺที ส่วนสมเด็จพระยอดมิ่งเยาวมาลย์มัทรี  เมื่อได้สดับคำพระราชสามีปริภาษนานาง  ที่ความโศกเศร้าก็เสื่อมสร่างสงบจิตเพราะเจ็บใจ  จึงก้มพระเศียรลงกราบไหว้วันทนาพลาง  นางจึงทูลสนองพระราชบัญชา ว่า  ขึ้น   พระพุทธเจ้าข้า  ควรมิควรสุดแท้แต่จะทรงพระกรุณาโปรด  ที่โทษานุโทษเป็นล้นเกล้า  ด้วยข้าพระพุทธเจ้ากลับมาเวลาค่ำทั้งนี้  เพราะเป็นกระลีขึ้นในไพรวัน  พฤกษาทุกสิ่งสารพันก็แปรปรวนไปทุกประการ  ทั้งพื้นป่าพระหิมพานต์ก็พัดผันหวั่นไหวอยู่วิงเวียน  เปลี่ยนเป็นพยับมืดไม่เห็นหน  ข้าพระบาทนี้ก็ร้อนรนไม่หยุดหย่อนแต่สักอย่าง  แต่เดินมาก็บังเกิดประหลาดลางขึ้นในกลางพนาลี  พบพระยาราชสีห์สองเสือทั้งสามสัตว์สกัดหน้าไม่มาได้  ต่อสิ้นแสงอรุโณทัยจึงได้คลาเคลื่อน  ใช่จะเป็นเหมือนพระองค์ทรงดำรินั้นก็หามิได้  พระพุทธเจ้าข้า  ตั้งแต่เกล้ากระหม่อมฉันไซร้ตกมาเป็นข้าน้อย  พระองค์ทรงเห็นพิรุธร่องรอยร้าวรานที่ตรงไหน  ได้ทอดพระเนตรสังเกตไว้แต่ปางก่อน  จึงเคืองค่อนด้วยคำหยาบให้เจ็บจิตจนเหลือกำลัง  พระคุณเอ่ย  จะคิดดูมั่งเป็นไรเล่า  ว่ามัทรีนี้เป็นข้าเก่าแต่ก่อนมา  ดังเงาตามพระบาทาก็เหมือนกัน  นอกกว่านั้นที่แน่นอนคือนางใด  อันสนิทชิดใช้แต่ก่อนกาล  ยังจะติดตามพระราชสมภารมาบ้างแลฤา  ได้แต่มัทรีที่แสนดื้อผู้เดียวดอก  ไม่รู้จักปลิ้นปลอกพลิกไพล่เอาตัวหนี  มัทรีสวามิภักดิ์รักผัวเพียงบิดาก็ว่าได้  ถึงจะยากเย็นเข็ญใจก็ตามกรรม  วนมูลผลหาริยา  อุสาหะตรากตรำเตร็ดเตร่เร่หาผลไม้  ถึงที่ไหนจะรกเรี้ยวก็ซอกซอน  อุตส่าห์เที่ยวไม่ถอยหลัง  จนเนื้อหนังเป็นริ้วรอยโลหิตไหลย้อยทุกหย่อมหนาม  ด้วยอารามจะใคร่ได้ผลาผลไม้มาปฏิบัติลูกแลเจ้าประคุณผัว  ถึงกระไรจะคุ้มตัวก็ทั้งยากน่าหลากใจ  โอ้อกของใครจะอาภัพยับพิกลเหมือนอกมัทรีไม่มีเนตร  น่าที่จะทรงสงสารสังเวชโปรดปรานี  ว่ามัทรีนี้เป็นเพื่อนยากอยู่จริงๆ  ช่างค่อนติงบริภาษได้ลงคอไม่คิดเลย  พระคุณเอ่ย  ถึงพระองค์จะสงสัย  อันน้ำใจของข้านี้กตเวที  เป็นไม้เท้าก้าวเข้าสู่ที่ทางทดแทน  รามํ  สีตาวนุพฺพตา  อุปมาแม้นเหมือนนางสีดาอันภักดี  ต่อสามีรามบัณฑิต  ฤาประหนึ่งว่าศิษย์กับอาจารย์  พระคุณเอ่ย  เกล้ากระหม่อมฉานทำผิดแต่เพียงนี้  เพราะว่าล่วงราตรีจึงมีโทษ  ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาโปรด  ซึ่งโทษานุโทษแห่งข้ามัทรี  แต่ในครั้งเดียวนี้เถิด

อิเม   เต   ชมฺพุกา   รุกฺขา   ฯลฯ   ตตฺเถว   ปติตา   ฉมาติ

                   (8)  เดิน   เมื่อสมเด็จพระยอดมิ่งเยาวมาลย์มัทรี  กราบทูลพระราชสามีสักเท่าใดๆ  ท้าวเธอจะได้ปราศรัยก็ไม่มี  พระนางก็ยิ่งหมองศรีโศกกำสรดสะอื้น  ถวายบังคมคืนออกมาเที่ยวเสาะแสวงหาพระลูกรักทุกหนทุกแห่ง  กระจ่างแจ้งด้วยแสงพระจันทร์  ส่องสว่างพื้นอัมพรประเทศวิถี  พระนางเสด็จจรลีไปหยุดยืน  ในภาคพื้นปริมณฑลใต้ต้นหว้าจึงตรัสว่า  เดิน   อิเม  เต  ชมฺพุกา  รุกฺขา  ควรจะสงสารเอ่ย  ด้วยต้นหว้าใหญ่ใกล้อาราม  งามด้วยกิ่งก้านประกวดกัน  ใบชอุ่มประชุมช่อเป็นชั้นๆ ดังฉัตรทอง  แสงพระจันทร์ดั้นส่องต้องน้ำค้างที่ขังใบไหลลงหยดย้อย  เสมือนหนึ่งน้ำพลอยพร้อยอยู่พรายๆ  ต้องกับแสงกรวดทรายที่ใต้ต้น  อร่ามวามวาววนดูเป็นวงแวว  ดังบุคคลเอาแก้วมาระแนงแกล้งปรายโปรย  โรยรอบปริมณฑลก็เหมือนกัน  งามดังเอาไม้ปาริกชาติในเมืองสวรรค์มาปลูกไว้  ลูกรักเจ้าแม่เอ่ย  เจ้าเคยมาอาศัยได้นั่งนอน  ประทับร้อนสำราญร่มรื่นๆ สำรวลเล่นเย็นสบาย  พระพายรำเพยพัดมาฉิวเฉื่อย  เรไรระรี่เรื่อยร้องอยู่หริ่งๆ  โอ้ลูกรักของแม่ทั้งชายหญิงไปอยู่ไหนไม่เห็นเลย  มหานิโคฺรธชาตํ  อนิจจาเอ่ย  ต้นไทรทองที่ถัดไป  กิ่งก้านใบรากห้อยเป็นระย้า  เจ้าเคยมาห้อยโหนโยนชิงช้าชวนกันแกว่งไกว  แล้วเล่นไล่ปิดตาหาเร้น  แทบหลังบริเวณพระอาวาส  อิมา  ตา  โปกฺขรณี  รฺมมา  เจ้าเคยไปประพาสสรงสนานในสระศรี  โบกขรณีตำแหน่งนอกพระอาวาส  พระนางเสด็จลีลาศไปเที่ยวเวียนรอบ  จึงตรัสว่าน้ำเอ่ยเคยเปี่ยมขอบเป็นไรจึงขอดข้นลงขุ่นหมอง  พระพายเจ้าเอ่ยเคยพัดมาต้องกลีบอุบล  พากลิ่นสุคนธขจรรสมารวยรื่น  เป็นไรจึงเสื่อมหอมหายชื่นไม่เฉื่อยฉ่ำ  ฝูงปลาเจ้าเอ่ยเคยผุดคล่ำดำแฝงฟอง  บ้างก็ขึ้นล่องแล้วลอยเลื่อน  ชมแสงเดือนอยู่พรายๆ เป็นไรจึงไม่มาว่ายเวียนวง  ฝูงนกเจ้าเอ่ยเคยบินลงไล่จิกเหยื่อทุกเวลา  วันนี้ช่างแปลกเปล่าตาไม่แลเห็น  พระลูกเอ่ยเจ้าเคยมาเที่ยวเล่นไม่เห็นแล้ว  โอ้แลเห็นแต่สระแก้วอยู่อ้างว้างวังเวงใจ  พระนางก็เสด็จครรไลล่วงตำบลเที่ยวค้นพระลูกตามลำเนาเนินป่า  ทุกสุมทุมพุ่มพฤกษาป่าสูงยูงยางใหญ่ไพรระหง  พนัสแดนดงเย็นยะเยียบเงียบสงัดเหงา  ได้ยินแต่เสียงดุเหว่าละเมอร้องก้องพนาเวศ  พระกรรณเธอสังเกตว่าสองดรุณเยาวเรศเจ้าร้องขานอยู่แว่วๆ  ให้หวาดว่าสำเนียงเสียงพระลูกแก้วเจ้าขานรับพระมารดา  นางเสด็จลีลาเข้าไปดูเห็นแต่หมู่สัตว์จัตุบาทกลาดกลุ่มเข้าสุมนอน  นางก็ยิ่งสะท้อนถอนพระทัยเทวษครวญ  เสด็จด่วนดะดุ่มเดินเมินมุ่งละเมาะไม้แล้วมองหมอบ  แต่ย่างเหยียบเกรียบกรอบก็เหลียวหลัง  พระโสตฟังให้หวาดแว่ว  ว่าสำเนียงเสียงพระลูกแก้วเจ้าบ่นอยู่งึมๆ  พุ่มไม้ครึ้มเป็นเงาๆ ชะโงกเงื้อม  อยู่คล้ายๆ แล้วหายไป  สมเด็จอรทัยเธอเที่ยวตะโกนกู้ก้อง  พระพักตรเธอฟูมฟองนองไปด้วยน้ำพระเนตรที่โศกา  จึงตรัสว่าโอ้โอ๋เวลาป่านฉะนี้จะมิดึกดื่น  จวนจะสิ้นคืนค่อนรุ่งแล้วหรือกระไรไม่รู้เลย  พระพายรำเพยพัดมาระรี่เรื่อยอยู่เฉื่อยฉิว  อกแม่นี้ให้อ่อนหิวสุดละห้อย  ทั้งดาวเดือนก็เคลื่อนคล้อยลงลับไม้  สุดที่แม่จะติดตามเจ้าไปในยามนี้  ฝูงลิงค่างบ่างชะนีที่นอนหลับ  ก็กลิ้งกลับเกลือกตัวอยู่ยั้วเยี้ย  ทั้งนกหกก็งัวเงียเหงาเงียบทุกรวงรัง  แต่แม่เซซังเสาะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศ  ทั่วประเทศทุกราวป่า  สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล  สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำเนียง  สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ำเรียกพิไรร้อง  สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน  เป็นสุดสิ้นสุดปัญญา  สุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด  จะได้พานพบประสบรอยพระลูกน้อยแต่สักนิดไม่มีเลย  จึงตรัสว่าเจ้าดวงมณฑาทองทั้งคู่ของแม่เอ๋ย  หรือว่าเจ้าทิ้งขว้างวางจิตไปเกิดอื่น  เหมือนแม่ฝันเมื่อคืนนี้แล้วแล

                   (9)  เดิน   ภิกฺขเว  ดูกรสงฆ์ผู้ทรงพรหมจารี  เมื่อสมเด็จพระมัทรีทรงพระกำสรดแสนกัมปนาท  เพียงพระสันดานจะขาดจะดับศูนย์  ปริเทวิตฺวา  นางเสวยพระอาดูรพูนเทวษในพระอุรา  น้ำพระสุชลนาเธอไหลนองคลองพระเนตร  ทรงพระกรรแสงแสนเทวษพิไรร่ำ  ตั้งแต่ปฐมยามค่ำไม่หย่อนหยุดแต่สักโมงยาม  พระนางเสด็จไต่เต้าติดตามทุกตำบล  ละเมาะไม้ไพรสณฑ์ศิขรินทร์  ทุกห้วยธารละหานหินเหวหุบห้องคูหาวาส  ทรงพิไรร้องก้องประกาศเกริ่นสำเนียง  พระสุรเสียงเธอเยือกเย็นระย่อทุกอกสัตว์  พระพายก็มิได้รำเพยพัดผกากร  รัศมีพระจันทรก็มัวหมองเหมือนเศร้าโศก  แสนวิโยคเมื่อยามปัจจุสมัย  แสงพระสุริโยทัยพอเรื่อเรืองเหลืองขึ้นขอบฟ้า  พระกำลังนางก็อิดโรยยังร่ำร้อง  พระสุรเสียงเธอกู่ก้องกังวานดง  เทพยเจ้าทุกพระองค์กอดพระหัตถ์เงี่ยโสตสดับสาร  พระเยาวมาลย์เธอเที่ยวหาพระลูก  พระนางเธอเสวยทุกข์นั้นแสนเข็ญ  ตั้งแต่ยามเย็นจนรุ่งเช้าก็สุดสิ้นที่จะเที่ยวค้น  ทุกตำแหน่งแห่งละสามหนเธอเที่ยวเวียนหา  ปณฺณรสโยชนมคฺคํ  ถ้าจะคลี่คลายขยายมรรคาก็ได้สิบห้าโยชน์โดยนิยม  นางจึงเซซังเข้าไปสู่พระอาศรมบังคมบาทพระภัสดา  ประหนึ่งว่าชีวาจะวางวายทำลายล่วง  สองพระกรเธอข้อนทรวงทรงพระกรรแสงครวญคร่ำแล้วรำพัน  ว่า  ขึ้น   โอ้เจ้าดวงสุริยันจันทรทั้งคู่ของแม่เอ่ย  แม่ไม่รู้เลยว่าเจ้าจะหนีพระมารดาไปสู่พาราใดไม่รู้ที่  หรือว่าเจ้าข้ามนทีทะเลวนหิมเวศประเทศแดนใด  ถ้ารู้แจ้งประจักษ์ใจแม่ก็จะตามเจ้าจนสุดแรง  นี่ก็เหลือที่แม่จะเที่ยวแสวงสืบเสาะหา  เมื่อเช้าแม่จะเข้าไปสู่ป่า  พ่อชาลีแม่กัณหายังวอนสั่ง  แม่ยังกลับหลังมาโลมลูบ  จูบกระหม่อมจอมเกล้าทั้งสองรา  กลิ่นยังจับนาสาอยู่รวยรื่น  โอ้พระลูกข้านี้จะไม่คืนเสียแล้วกระมังในครั้งนี้  กัณหาชาลีลูกรักแม่  นับวันแต่ว่าจะแลลับล่วงไปเสียแล้วแลหนอ  ใครจะกอดพระศอเสวยนมผทมด้วยแม่เล่า  ยามเมื่อแม่จะเข้าสู่ที่บรรจถรณ์  เจ้าเคียงเรียงหมอนนอนแนบข้างทุกราตรี  แต่นี้แม่จะกล่อมใครให้นิทรา  โอ้แม่อุ้มท้องประคองเคียงเลี้ยงเจ้ามาก็หมายมั่น  สำคัญว่าจะได้อยู่เป็นเพื่อนยากฝากผีพึ่งลูกทั้งสองคน  มิรู้ว่าจะไม่เป็นผลมาอาเพศผิดประมาณ  เจ้าเอาแต่ห่วงสงสารนี่หรือมาสวมคล้อง  ให้แม่นี้ติดต้องข้องอยู่ด้วยอาลัย  เจ้าทิ้งแต่ชื่อแลโฉมไว้ให้ปรากฏในแววตา  เมื่อเช้าแม่จะเข้าไปสู่ป่ายังได้เห็นหน้าเจ้าอยู่หลัดๆ  ควรแลหรือมาพรากพลัดสลัดแม่นี้ไว้  เหมือนจะเตือนให้แม่นี้บรรลัยเสียจริงแล้ว  ควรจะสงสารเอ่ยด้วยนางแก้วกัลยาณีน้อมพระเกศีลงทูลความ  หวังจะตามพระลูกรักทั้งสองรา  กราบถวายบังคมลาแล้วลุกเลื่อน  เขยื้อนยกพระบาทบทจรเยื้องย่าง  พระกายนางให้เสียวสั่นหวั่นไหวไปทั้งองค์  ดุจชายธงอันต้องกำลังลมอยู่ริ้วๆ สิ้นแรงโรยเธอโหยหิวระหวยทรวง  พระศอเธอหงุบง่วงดวงพระพักตร์ผิดเผือดไม่แปรผัน  จะทูลสั่งก็มิทันที่ว่าจะทูลเลย  ตรัสว่าพระคุณเจ้าเอ๋ยได้คำเดียวเท่านั้นก็หายเสียง  เอียงพระกายบ่ายศิโรเพศ  พระเนตรหลับหับพระโอษฐ์ลงทันที  วิสญฺญี  หุตฺวา  พระนางก็ถึงวิสัญญีสลบลงตรงหน้าฉาน  ปานประหนึ่งว่าฉัตรทองอันต้องสายฟ้าอัสนีฟาด  ขาดระเนนเอนแล้วก็ล้มลง  ตรงหน้าพระที่นั่งนั้นแล

                   (10)  เดิน   อถ  มหาสตฺโต  ปางนั้นสมเด็จพระเพสสันดรอดุลดวงกษัตริย์  ทอดพระเนตรเห็นพระอัคเรศถึงวิสัญญีภาพสลบลงวันนั้น  พระทัยท้าวเธอสำคัญว่าพระนางเธอวางวาย  สะดุ้งพระทัยหายว่าโอ้อนิจจามัทรีเจ้าพี่เอ๋ย  บุญพี่นี้น้อยแล้วนะเจ้าเพื่อนยาก  เจ้ามาตายจากพี่ไปในวงวัด  ขึ้น   เจ้าจะเอาป่าชัฏนี่หรือมาเป็นป่าช้า  จะเอาพระบรรณศาลานี่หรือเป็นบริเวณพระเมรุทอง  จะเอาแต่เสียงสาลิกาอันร่ำร้องมาเป็นกลองประโคมใน    จะเอาแต่เสียงจักกระจั่นแลเรไรต่างแตรสังข์แลพิณพาทย์  จะเอาแต่เมฆหมอกในอากาศกั้นเป็นเพดาน  จะเอาแต่ยูงยางในป่าพระหิมพานต์มาต่างฉัตรเงินแลฉัตรทอง  จะเอาแต่แสงพระจันทร์อันผุดผ่องมาต่างฉัตรเงินแลฉัตรทอง  จะเอาแต่แสงพระจันทร์อันผุดผ่องมาต่างประทีปแก้วงามโอภาส  อนิจจามัทรีเอ่ย  มาตายอเนจอนาถไร้ญาติอยู่กลางดง  เดิน   ครั้นท้าวเธอค่อยคลายลงที่โศกศัลย์  จึงผันพระพักตร์มาพิจารณา  ก็รู้ว่ายังไม่อาสัญ  จึงเข้าไปยังพระคันธกุฎี  จับเอาพระเต้าคนทีอันเต็มไปด้วยน้ำมาทันใด  ตั้งแต่พระองค์ทรงผนวชไพรมาได้ถึงเจ็ดเดือนปลายจะได้ต้องพระกายนางมัทรีนั้นหามิได้  เมื่อมีความทุกข์พ้นวิสัยมิอาจที่จะกำหนด  ว่าอาตมานี้เป็นดาบสฤษี  เธอยกพระเศียรพระมัทรีขึ้นใส่ตัก  วักเอาวารีมาโสรจสรงลงที่อุระพระมัทรี  หวังว่าจะให้ชุ่มชื่นฟื้นสมปฤดี  คืนมาแห่งนางพระยามัทรีเจ้านั้นแล

ตมตฺถํ   ปกาเสนฺโต   สตฺถา  อาห

ตมชฺช   ปตฺตํ   ราชปุตฺตึ   ฯลฯ   ปุตฺตเก   ทานมุตฺตมนฺติ

                   (11)  เดิน   ภิกฺขเว  ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิสิกขา  เมื่อสมเด็จพระมัทรีเธอได้สมปฤดีคืนมา  นางพระยาละอายแก่เทพยดานัก  ด้วยเห็นว่านอนอยู่บนตักพระราชฤษีมิบังควร  อุฎฺฐาย  จึงอุฏฺฐาการโดยด่วนเลื่อนพระองค์ลงจากตักพระราชสามี  พระมัทรีจึงทูลถามว่า  พระพุทธเจ้าข้า  พระลูกรักทั้งสองราไปอยู่ไหนนะฝ่าพระบาท  ท้าวเธอจึงตรัสประภาษว่าดูกรเจ้ามัทรี  อันสองกุมารนี้พี่ให้เป็นทานแก่พราหมณ์แต่วันวานนี้แล้ว  พระน้องแก้วเจ้าอย่าทรงโศกศัลย์  จงตั้งจิตของเจ้านั้นให้โสมนัสศรัทธา  ในทางกฤษฎาภินิหารทานบารมี  ลจฺฉาม  ปุตฺเต  ชีวนฺตา  ถ้าเราทั้งสองนี้ยังมีชีวิตสืบไป  อันสองกุมารนี้ไซร้ก็คงจะได้พบกันเป็นมั่นแม่น  ถึงสรรพสิ่งแสนสัตตรัตนอลังการซึ่งให้ทานไป  เราก็คงจะได้ด้วยผลทาน  ทชฺชา  สปฺปุริโส  ทานํ  มัทรีเอ่ย  อันอริยสัปปุรุษเห็นปานดังตัวพี่  ถึงแม้จะมีข้าวของสักเท่าใดๆ  ทิสฺวา  ยาจกมาคเต  ถ้าเห็นยาจกเข้ามาใกล้ไหว้วอนขอ  ก็ย่อมไม่ย่อท้อในทางทาน  จนแต่ชั้นลูกรักยอดสงสาร  พี่ยังยกให้เป็นทานได้  อันสองกุมารนี้ไซร้เป็นแต่พาหิรกทานภายนอกไม่อิ่มหนำ  พี่จะใคร่ให้ซ้ำซึ่งอัชฌัตติกทานอีกนะเจ้ามัทรี  ถ้าแม้นมีบุคคลผู้ใดใครปรารถนาซึ่งเนื้อหนังมังสาโลหิตดวงหทัยนัยน์เนตรทั้งนั้นไซร้  พี่ก็จะแหวะผ่าเอามาให้เป็นทานไม่ย่อท้อถึงเพียงนี้  มัทรีเอ่ย  จงศรัทธาด้วยช่วยอนุโมทนาทาน  ในกาลบัดนี้เถิด

                   (12)  เดิน   สมเด็จพระมัทรีทูลสนองพระโองการว่าพระพุทธเจ้าข้า  แต่วันวานนี้เหตุไฉนจึงไม่ตรัสแจ้งยุบลสารให้ทราบเกล้า  ท้าวเธอจึงตรัสเล่าว่า  พระน้องเอ่ย  พี่จะเล่าให้เจ้าฟังก็สุดใจ  ด้วยเจ้ามาแต่ป่าไกลยังเหนื่อยนัก  พี่เห็นความร้อนความรักจะรุมอก  ด้วยสองดรุณทารกเป็นเพื่อนไร้  เจ้ามัทรีเอ่ย  จงผ่องใสอย่าสอดแคล้ว  ด้วยสองพระลูกแก้วไปไกลตา  พระนางจึงตรัสว่า  พระพุทธเจ้าข้า อันสองกุมารนี้ไซร้  เกล้ากระหม่อมฉันได้อุตส่าห์ถนอมย่อมพยาบาลบำรุงมา  ขอถวายอนุโมทนาด้วยปิยบุตรทานบารมี  ขอพระองค์จงเปรมปรีดิ์ปราศจากมัจฉริยธรรมอกุศล  อย่ามาปะปนในน้ำพระทัยของพระองค์เลย  ท้าวเธอจึงตรัสว่าพระน้องเอ๋ย  ถ้าพี่มิได้ให้ด้วยเลื่อมใสศรัทธาแท้ในทางทาน  ที่ไหนเลยแผ่นดินดาลจะกัมปนาทหวาดหวั่นไหวจลาจล  ท้าวเธอจึงนำอนุสนธิ์มหัศจรรย์อันมีในกัณฑ์กุมารบรรพ  กลับมาเล่าให้พระมัทรีฟัง  เหมือนในกาลหนหลังนั้นแล

                   (13)  ขึ้น   สา  มทฺที  ส่วนสมเด็จพระมัทรีศรีสุนทรบวรราชธิดามหาสมมติวงศ์วิสุทธิสืบสันดานมา  วราโรหา  ทรงพระพักตราผิวผ่องเนื้อทองไม่เทียมศรี  ยสสฺสินี  มีพระเกียรติยศอันโอฬารล้ำเลิศวิไลลักษณ์ยอดกษัตริย์  อันทรงพระศรัทธาโสมนัสนบนิ้วประณมน้อมพระเศียรเคารพทาน  พระนางเธอก็ชื่นบานบริสุทธิ์  ด้วยปิยบุตรมกุฎทานอันพิเศษ  ฝ่ายฝูงอมรเทเวศทุกวิมานมาศก็ปราโมทย์  ต่างองค์ก็แย้มพระโอษฐ์ตบพระหัตถ์อยู่ฉาดฉาน  ซร้องสาธุการสรรเสริญเจริญทานบารมี  ทั้งสมเด็จอมรินทร์ปิ่นโกสีย์เจ้าฟ้าสุราลัย  อันเป็นใหญ่ในดาวดึงส์สวรรค์  ก็โปรยปรายทิพยบุปผาลาวัณย์วิไลกรอง  ทั้งพวงแก้วแลพวงทองก็โรยร่วงลงจากกลีบเมฆกระทำสักการบูชา  แก่สมเด็จนางพระยามัทรีเจ้า  ด้วยท้าวเธอทรงกระทำอนุโมทนาทาน  เวสฺสนฺตรสฺส  แห่งพระราชสมภารเพสสันดรราชฤษีผู้เป็นพระภัสดา  อิติ  เมาะ  อิมินา  นิยาเมน  โดยนิยมมาดังนี้แล ฯ

 

มทฺทีปพฺพํ   นิฏฺฐิตํ

ประดับด้วยพระคาถา 90 พระคาถา

ปี่พาทย์ทำเพลงทยอยโอด

 

TOP

home-icon-png-transparent-49191

facebook-e13553374964301

email1