Tuesday, 19th of September 2017

กัณฑ์ที่ ๘ กุมาร ๑๐๑ พระคาถา

กัณฑ์ที่ ๘ กุมาร ๑๐๑ พระคาถา

Untitled-08

 

 mc08
พระมหาชุมพล โชติพโล

เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

------------------------------

                    ชูชโก ปิ อจฺจุตตาปเสน กถิตมคฺเคน ยาว จตุรสฺสโปกฺขรณีตีรํ ปตฺวา จินฺเตสิ อชฺชาติ-สายเณฺห อิทานิ มทฺที อรญฺญโต อาคมิศฺสติ มาตุคาโม หิ นาม ทานสฺส อนฺตรายกโร โหติ เสฺว ตสฺสา อรญฺญคตกาเล อสฺสมปทํ คนฺตฺวา เวสฺสนฺตรํ อุปสงฺกมิตฺวา ทารเก ยาจิตฺวา ตาย อนา-คตาย เอวนฺเต คเหตฺวา ปกฺกมิสฺสามีติ ฯ

               (1) เดิน อสฺสโม อันว่าพระอาศรมบรมนิเวศน์วงกต เป็นที่เจริญพรตพรหมวิหาร แสนสนุกรมณิยะรโหฐานทิพพาวาส ดังชะลอบัณฑุกัมพลศิลาลาดมาลอยลง สี่กษัตริย์เสด็จดำรงสำรวมกิจ ถือเพศผนวชเป็นนักสิทธิ์สืบโบราณ โดยอุปนิสสัยสมภารหน่อพุทธางกูร ท้าวเธอสู้เสียสละละซึ่งมไหศูรย์สวรรยางค์ ออกมาก่อสร้างซึ่งพระสมติงสบารมี น้ำพระทัยท้าวเธอโปร่งเปรมปรีดิ์ปราโมทย์ ชูชโก ปิ แม้อันว่าเฒ่าหฤโหดหินชาติทาสสถุล คนฺตฺวา ตะแกก็มุมุ่มมุ่งเขม้น ถ่อกายเก่นตะเกียกเดิน โดยพนัสแถวเถินทางจำเพาะ ตามคำพระอัจจุตเจ้าเจาะแจ้งคดี พอล่วงวิถีระยะโยชน์ ถึงสโรชโบษขรณีแนวพนัสแน่นหนาป่าระหง พอพระสุริยงค์เธอเยื้องรถ บทจรเย็นยอแสงสั่งทวีป ฝูงทิชากรก็ร่อนรีบเข้ารังเรียง ได้ยินเสียงผีป่าโป่งโป้งเปิ่งกู่กระหึ่มผีผิวพึมฟังขนพอง เสียงชะนีร้องอยู่โหวยโหวยวิเวกวะหวามอก พราหมณ์ก็หยุดยืนตื่นตกตะลึงนึกว่านี่กูมาถึงไหนแล้วสิหว่า เหลียวซ้ายแลขวาเห็นช่อฟ้าอยู่ลิบๆ สองตาตะแกไม่กะพริบเพ่งเล็งแล หมายแน่ว่าโน่นแล้วสิหนอ อ่อพระอาศรม ธชีก็มีมโนภิรมย์ปรารภรำพึงการ ว่าเวลาป่านฉะนี้น่าที่จะมิลุดังจุใจกูเจตน์จง ด้วยสมเด็จอนงค์นาฏมัทรี เธอคงจะจรลีกลับจากแสวงหาผลาผล เสด็จรีบร้นเข้ามายังพระอาศรมสถาน อนึ่งก็เป็นคำบุราณท่านย่อมว่า ว่าช้าช้าจะได้พร้าสองเล่มงาม ด่วนได้สามผลามมักพลิกแพลง มาตุคาโม ธรรมดาว่าสตรีนี้เป็นเกาะแก่งกีดกระแสกุศล มีมัจฉริยะมืดมนคือตัวมาร ยามเมื่อสามีจะทำทานมักทำลาย ด้วยแยบคายเข้าค้อนติง เข้าทักท้วงให้ทอดทิ้งเสียศรัทธาผล มาตรแม้นว่าอาตมจะรุกร้นโลภเข้าไปขอ ซึ่งพระปิยะบุตรน้อยหน่อผู้แนบอก ที่ไหนพระนางเธอจะยอมยกซึ่งพระปิยบุตรทานบารมี น่าที่จะเสียทีทั้งสองทาง ฝ่ายพระองค์ผู้ทรงสร้างก็จะเสียศรัทธาผล ทั้งตัวกูผู้แสนจนก็จะปราศจากลาภคว้าน้ำเหลวอยู่ลังเล เสฺว เออต่อวันรุ่งพรุ่งนี้เถิดสินะ คอยให้พระนางเธอหลีกละพระเจ้าลูกทั้งคู่เข้าสู่ดง ยังแต่องค์สมเด็จพระชินวงศ์วรราช อุปสงฺกมิตฺวา เราจึงจะลีลาศลอดเลาะ เข้าไปสู่เฉพาะพระเพ็ญพักตร์ จะทูลขอพระยอดรักปิโยรส ได้แล้วก็จะบทจรมุ่งไปหาเมีย เห็นจะไม่เสียทีที่ถ่อร่างมาหอบรวน คิดแล้วเฒ่าก็หันหวนหาที่นอน พอจะปลิ้นปลอกซอกซอนให้พ้นสัตว์จัตุบาท เฒ่าก็ปีนทะลุทะลาดขึ้นสู่ชะง่อนเขา พราหมณ์ก็นั่งซบเซาคำนึงนึก เสียงสกุณร้องก้องกึกให้หวั่นหวาด พระพายชายพัดบุปผชาติหอมระรวยมา เฒ่าก็เหวี่ยงย่ามละว้าลงต่างหมอน นอนไขว่ห้างทางสาธยายมนต์ ตาแกก็กรนอยู่ครืดครอกบนซอกผา พระพายชายพัดมาอยู่ฉิวเฉื่อย พราหมณ์ก็นอนหลับเรื่อยบัดเดี๋ยวใจ เหนือศิงขรเนินไศลนั้นแล

                    (2) เดิน ตํ ปน รตฺตึ ในเมื่อราตรีธชีนอน เหนือศิงขรขอบเขตพระอาวาส ส่วนสมเด็จพระนางนาฏมัทรีเสด็จบรรทม ในห้องพระอาศรมบรรณศาลา ยังมิทันที่จะนิทราระงับพอหลับพระเนตร เกิดอาเพศเป็นลางหลาก ยามเมื่อจะจำจากพระลูกรักทั้งสองศรี พระอินทรีย์เธอสั่นระรัวริก สะดุ้งพระองค์พลิกดังใครผลักให้พลัดแพลง เสียวๆ สยะแสยงยะเยือกเย็น ว่าเอ๊ะจะเป็นพิกลฉันใด หรือว่าภัยจะบังเกิดมี เธอก็แผ่ไมตรีลงสู่ที่นิทรารมณ์บรมไสยาสน์ พระนางให้หวาดๆ จนเพลาปัจจุสมัยจึงม่อยผอยหลับสนิท ทรงพระสุบินนิมิตผิดประหลาดลามกธรรมว่า เอโก ปุริโส ยังมีบุรุษผู้หนึ่งนั้นเติบโตดำล่ำสันเห็นพิลึก ผิวกายดำเป็นหมอกหมึกมืดดังมหาเมฆ ดูนี่โกกเกกเก่งฉกาจ ปริทหิตฺวา นุ่งผ้าย้อมฝาดคาดกาสาว์สักกะสัน พันเป็นเกลียวเหนี่ยวเหน็บรั้ง คาดพุงจั้งมั่งทะมัดทะแมง ปิลนฺธิตฺวา ทัดดอกไม้แดงทั้งสองหูดูสง่า อาวุธหตฺโถ มีหัตถ์เบื้องขวานั้นถือดาบ คมเขียวเป็นมันปลาบละเลื่อมแสง แกว่งกวัดฉวัดเฉวียนวิ่งวู่จู่เข้ามาถึง ถีบทวารตึงทำลายลู่ ตชฺเชนฺโต กระทืบเท้าตะคอกขู่คำรามสำราก ฉวยชฎานางกระชากฉุดให้หลุดพลัด รวบพระกรกระหวัดทั้งซ้ายขวา ให้พระนางเธออุตตานภาพ ฟาดด้วยดาบเหวี่ยงลงตรงพระพาหา ทั้งสองซ้ายขวาขาดเป็นสิน พระกรกระเด็นดิ้นอยู่แดดาน แล้วมิหนำซ้ำแขวะคว้านควักพระนัยน์เนตรทั้งสองปลิ้นให้วิ่นหวะ อุรํ ภินฺทิตฺวา เอาดาบฉะเชือดพระทรวงล้วงชำแหละ แหวะหาพระหทัยพระนางนั้น ตสฺสา วิรวนฺติยา จนสุดสิ้นพระสุรเสียงสำเนียงกรี๊ดกรีดวะหวีดหวาด ชายนั้นก็ประลาดแล่นไป มีหยาดพระโลหิตไหลละลุมลง สะดุ้งพระองค์ออกพระโอษฐ์ โลดลอยพลอยผวาตื่นขึ้นทันที ในปัจฉิมราตรีนั้นแล ฯ

                    (3) เดิน สา ปพุชฺฌิตฺวา เมื่อนางพระยาผวาตื่นตระหนกตกประหม่าไม่มีขวัญ พระทัยนางเธอไหวหวั่นหวีดหวาด เจียนหัวใจจะขาดอยู่ร่อแร่ สำคัญว่าเป็นแม่นแท้เหมือนความฝัน จึงสอดพระกรพัลวันลูบไล้หาพระกายายังปรากฏ จึงกำหนดแน่ว่านิมิต เอ๊ะอัศจรรย์จิตจริงเจียวสิหว่า จึงทรงพระจินตนาโดยเหตุ ว่าโอ้โอ๋อาเพศช่างผิดผวน มิบังควรเคยนิมิต ก็มาวิปริตผิดประหลาด จนตกไร้นิราศรัตน์บุรีเรือนจันทน์ ออกมาโศกศัลย์แสนทรพล เข็ญใจจนเหลือลำบาก แล้วมิหนำซ้ำจะยากระยำยับไปถึงไหน จะยื่นหน้าไปหาใครในกลางป่า ที่จะเป็นโหรารู้ทำนายทายทัก ให้แจ้งประจักษ์ว่าร้ายหรือดีไม่มีเนตร เห็นแต่พระปิ่นปกเกศผู้เพื่อนเข็ญ ท้าวเธอก็เป็นมิ่งมงคลฆราวาส คิดแล้วก็ลุกขึ้นจากอาสน์โอบอุ้มประคอง พระเจ้าลูกทั้งสองสายสุดสวาท ประโลมให้ไสยาสน์หลับสนิทแล้ว นางแก้วก็เสด็จมายังพระอาศรมบรมราชสามี น้อมพระเกศศีรษะมาโนชญ์ ขออธิกรณ์โทษทางคำนับ ทรงขยับยกพระกรขึ้นเคาะพระทวารดังกะเกาะก้องกึง ศัพท์สำเนียงสนั่นลั่นถึงพระกรรณตระหนัก ท้าวเธอจึงตรัสออกมาว่า โก เอโส ใครนั่นหนาใครนั่นสิหว่า พระพุทธิเจ้าข้าเกล้ากระหม่อมฉันมัทรี เอ๊ะเจ้ามาไยเวลาป่านฉะนี้พระน้องเอ่ย ผิดเวลากาล ฤาเจ้าลืมคำปฏิญาณแรกนิยม ว่าจะไม่คบหาสมาคมกันเป็นเชิงชั้นฉันฆราวาส เวลานี้นี่ก็ผิดประหลาดอยู่แล้วนะเจ้า ไยเล่าจึงล่วงมา พระพุทธิเจ้าข้า เกล้ากระหม่อมฉันฝันพิกล จึงร้อนรนเป็นธุระ ครั้นว่าจะนิ่งเฉยเลยละก็เกรงว่าจะลืมหลง มานี่หวังจะให้พระองค์ทรงทำนายทายทัก อ้อกระนั้นดอกหรือพระน้องรัก เจ้าฝันประการใด อย่าเข้ามาข้างในนั่งอยู่แต่นอก บอกความฝันเข้ามาเถิดนะพี่จะช่วยทำนาย สมเด็จพระมัทรีเธอก็ทูลถวายพระสุบินสิ้นทุกประการ แดพระราชสมภารนั้นแล

                    (4) เดิน โส โพธิสตฺโต ปางนั้นสมเด็จพระหน่อชินวงศ์องค์โพธิสัตว์ เงี่ยพระโสตสดับอรรถตั้งแต่ต้นจนอวสาน ก็ทรงทราบด้วยพระอนุมานปัญญาบารเมศ ว่า เสฺว วันรุ่งพรุ่งนี้จะมีเหตุด้วยปฏิคาหก ยาจกจะมารับพระราชทาน โอ้สงสารด้วยสองพระลูกเจ้าผู้เพื่อนยาก พรุ่งนี้เช้าเจ้าจะพลัดพราก พราหมณ์จะพาไปไกลจากอกพระบิดาแล้ว สงสารด้วยนางแก้วเกศกษัตริย์มัทรีเอ่ย จะเสวยพระทุกข์เพียงพินาศ ด้วยสองดรุณราชปิโยรสร่วมฤทัย ครั้นอาตมจะอาลัยหลงอยู่ด้วยความรัก ไหนจะหักเสน่หาให้เหือดหาย ด้วยอาตมจะมุ่งหมายพระโพธิญาณทานธุระจะเริดร้าง แม้อาตมจะทำนายทางบุพพนิมิตแต่ตามจริง ไหนนางจะทอดทิ้งพระลูกเล่าด้วยอาลัย ก็จะเป็นพาหิรกภัยแก่โพธิญาณ จำจะทำนายด้วยโวหารให้เหตุหาย จึงมีสุนทราธิบายด้วยพระปัญญา ว่า ดูกรมัทรี เป็นเหตุทั้งนี้ด้วยเจ้าเป็นนางกษัตริย์ เคยเสวยไอศุริยสมบัติอันอุดม เจ้าเคยสถิตบรรทมพระยี่ภู่อ่อนลออสำอาง ยามเมื่อเจ้าจะโสรจสรงเสวยล้วนแต่เครื่องสุพรรณภาชน์ ยามเมื่อเจ้าเยื้องยุรยาตรก็มิได้ย่างลงเหยียบดินกระเดื่องใจ บัดนี้เจ้ามาตกไร้นิราศปราศจากที่อันเจริญ ออกมาโศกศัลย์แสนกันดารเดินในดงดอนต้องแดดลม เสวยแต่ผลไม้อันเปรี้ยวขมเฝื่อนฝาด นอนเหนือใบไม้ลาดล้วนละอองทราย เทพยเจ้าย่อมยักย้ายซึ่งราศี ธาตุทั้งสี่นั้นวิปริต จึงเสวยสุบินนิมิตผิดประหลาดลามก เจ้าจะสะดุ้งตกพระทัยไปไยมี จงกลับไปยังคันธกุฎีโดยสำราญ ขึ้น ส่วนสมเด็จพระมัทรีรับสุนทรสาส์นใส่เกศา ถวายบังคมลามายังพระอาวาส พออรุณโอภาสรุ่งเรืองจำรัสฟ้า ฝูงสกุณาออกหากินบินเกริ่นก้องร้องอยู่แจ้วๆ พระนางก็ประโลมปลุกพระลูกแก้วทั้งสองราเยาวเรศ ว่าเจ้าผู้ดวงนัยน์เนตรทั้งคู่ของแม่นี่นา ลุกขึ้นเถิดอย่านอนสายพระพักตราจะหมองศรี เธอจึงอุ้มแก้วกัณหาชาลีขึ้นใส่ตัก วักเอาวารีมาโสรจสรงสำอางองค์เอี่ยมละออง ทรงชโลมขมิ้นทองประเทืองผิวให้ผ่องผัด มุ่นพระเกศจุไรรัดร้อยสุมาลี มาสอดแซมพระเกศีตามประสายาก น้ำพระชลนัยน์เธอไหลลงพรากๆ แล้วก็พร่ำเล่า ว่าโอ้พระทูลเกล้าของแม่เอ่ย คืนนี้แม่ฝันร้ายผิดประหลาด ไปทูลถามพระบิตุราชท้าวเธอก็ตรัสว่ามิเป็นไรๆ แม่นี้ยังไม่ไว้ใจเลยนะพ่อๆ ชาลี เจ้าอยู่หลังระวังน้องให้จงดี ผิดชอบอย่าด่าตีฟังแม่ว่า แม่กัณหาเอ่ย เจ้าอย่าหลงละเลิงเลยเล่นไปนักนะแม่ๆ จงเสงี่ยม อย่าตะลีตะเลียมชะล่าไปให้ไกลพี่ พ่อชาลีเล่าก็อย่าเลินเล่อละพระน้องให้แล่นเล่นแต่ลำพัง จงฟังคำแม่พร่ำสอนพร่ำสั่งทุกสิ่งอัน เธอก็รับมิ่งรับขวัญพระลูกรักทั้งสองรา ว่ามาเถิดมาพ่อมาแม่มา แม่จะพาเจ้าไปเฝ้าฝากเสียยังแล้ว ตรัสพลางนางก็อุ้มแก้วกัณหา พระหัตถ์เบื้องขวาจูงพระชาลี มาสู่สำนักพระราชสามีแล้วทูลฝากพระเจ้าลูกผู้เพื่อนยากว่า พระพุทธเจ้าข้า ได้โปรดกระหม่อมฉันด้วยช่วยเผื่อแผ่พระบารมีปกเกศลูก เอาพระทัยผูกตรัสประภาษเรียกหา ให้เล่นแต่ใกล้ๆ พระบาทาทั้งพี่น้อง เจ้าสิทรามคะนองปองแต่ที่จะแล่นเล่นลีลาศ เหมือนโปดกมฤคมาศอันอ่อนแอ ครั้นพลัดแม่อยู่แต่ลำพัง แล้วก็จะตั้งแต่พากันผาดโผนโจนเล่นตามประสาสัตว์ ไม่รู้ว่าภัยพาลพิบัติจะมาเบียดเบียนเมื่อปางใด กระหม่อมฉันมิไว้ใจเหมือนทุกคราวครั้ง พระคุณเอ่ย ได้โปรดด้วยช่วยระวังในครั้งนี้ เหมือนหนึ่งเห็นแก่ข้าพระบาทมัทรีเถิดนะว่าเป็นเพื่อนยาก พระนางเธอทูลฝากพระลูกแก้วแล้วถวายบังคมลา มาจัดหาขอเสียมกระเช้าสาน   สาแหรกคานขึ้นใส่พระอังสาเสด็จจร น้ำพระทัยเธอข้อนๆ คิดไม่ขาด เสด็จนิวัติลีลาศคืนหลัง กลับมาทรงกรรแสงสั่งสองบังอรอีกเล่า ว่าทูลเกล้าของแม่เอ่ย ถ้าอกแม่นี้แล่ได้ออกเป็นภาคพอที่จะแบ่ง แม่ก็จะจัดแจงแล่งออกไว้ ภาคหนึ่งถึงจะไปภาคหนึ่งจะอยู่ จะได้ประโลมเลี้ยงพระลูกรักทั้งคู่มิให้เคืองพระทัย โอ้ความเข็ญใจในครั้งนี้นี่เหลือขนาด เจ้าเกิดมากำพร้าญาติไร้พระประยูรวงศา แต่จะได้เห็นหน้ามารดาเล่าก็ไม่เต็มวัน ต่อเพลาสายัณห์เย็นระย่อย่ำ แม่จึงจะได้กลับเข้ามาอุปถัมภ์ถนอมเชยให้ชื่นชู ครั้นเช้าตรู่แล้วก็พลัดแม่เป็นกำพร้า จะมีใครเลี้ยงรักษาพระลูกเล่า เลี้ยงกันเองเถิดสินะเจ้าแต่พี่กับน้อง เห็นหน้ากันแต่สองตามประสายาก เพราะมีกรรมแล้วจึงจำจากด้วยจำเป็น ใจแม่นี้จะเด็ดกระเด็นออกไปเสียแล้ว นะทูลกระหม่อมแก้วจงค่อยอยู่ โอ้เจ้าดวงเนตรทั้งคู่ของแม่เอ่ย แม่นี้จะขอลา พระนางก็ยาตราตรึกพลางทางเหลียวมาแลดู พระลูกทั้งคู่น้อยๆ ละห้อยไห้ น้ำพระชลนัยน์เธอไหลลงหลั่งๆ กลับหน้าสั่งกลับหลังสั่ง จนลับบังพระนัยน์เนตร ยิ่งสงสารสองดรุณเยาวเรศมิลืมเลย จนลับล่วงเข้าสู่ป่า เพื่อจะแสวงหาผลไม้ที่ในดง มาปฏิบัติกษัตริย์ทั้งสามพระองค์นั้นแล

                    (5) เดิน โส ปาโต ว ครั้นอรุณรุ่งจำรัสพระเวหน พฤฒาเฒ่าหลับกรนอยู่ในซอกผา ได้ยินเสียงสกุณโกกิลาพะเพรียกเรียกร้องก้องพนาเวศ เฒ่าก็สังเกตว่าเอ๊ะเพลานี้รุ่งแล้วกระมัง ลุกขึ้นยืนหยัดดัดหลังอยู่เครียดๆ บิดขี้เกียจอยู่อึดอัด ฉวยย่ามละว้าสลัดซัดขึ้นใส่ไหล่ หมายมุ่งไปยังพระอาศรมบรมศิวาวาส บทจรมุ่งมาดโดยมรรคา อถมหาสตฺโต ปางนั้น สมเด็จพระมหาสัตว์เสด็จออกนั่งหน้าพระอาศรมบท งามปรากฏดุจรูปทองทั้งแท่ง อันบุคคลแกล้งหล่อแล้วมาตั้งไว้ จินฺเตสิ มีน้ำพระทัยรำพึงหายาจกอันจะมารับพระราชทาน สุราโสณฺโฑ ปิ้มปานประหนึ่งว่า นักเลงสุราบานคอยหาเจ้าเหล้า ปุตฺตา ปิ แม้อันว่าพระโอรสเจ้าทั้งคู่ เล่นอยู่มิได้ห่างพระบิตุเรศ ส่วนพระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นธชีก็ชื่นชม เชื้อเชิญภิรมย์เรียกพราหมณ์ด้วยความปรีดา ว่า เอหิ วต โภ พราหมณ์เอ่ย เชิญท่านผู้เป็นมหามงคลนิมิต อันจะนำเราไปยังทิศพระนิพพาน เชิญเถิดพฤฒาจารย์มาช่วยเรายกปิยบุตรทานบารมี เมื่อท้าวเธอจะตรัสเรียกพระชาลีให้ออกไปรับพราหมณ์พฤฒา จึงกล่าวเป็นบาทพระคาถาดังนี้

อุฏฺเฐหิ   ชาลิ   ปติฏฺฐ   ฯลฯ   อติถี   โน   ภวิสฺสตีติ

                    (6) ขึ้น ตาต พ่อเอ่ย พ่อชาลีศรีสุริยะรู้พระทัยของบิดา เจ้าจงยืนขึ้นตรงหน้าโน่นพราหมณ์ฤาไร โปราณํ วิย เหมือนเมื่อเราอยู่ในพระพารา หมู่วณิพพกทั่วทิศามารับพระราชทาน นนฺทิโย เมาะ โสมนสฺสา พระบิดามีความเกษมศานต์ภิรมย์โสมนัสจนถึงมหิทธิสิโรเพศ ดังบุคคลเดินทางประเทศทางกันดารแดดร้อน มีผู้เอาชโลธรมาทุ่มเทรดให้เย็นใจ เออกระนั้นฤากระไรพระลูกแก้ว เดิน พระชาลีฟังรับสั่งแล้วทูลสนองด้วยพระปัญญา ซึ่งโปรดมาทั้งนี้ก็ชอบด้วยเกล้า แต่พราหมณ์ผู้เฒ่านี้ถือเพศเป็นดาบสพาเหียร ดีร้ายจะมาเบียดเบียนขออะไรสักสิ่ง ทูลแล้วพระชาลีรับ รับสั่งวิ่งออกไปรับพราหมณ์ ครั้นถึงจึงถามว่าท่านตาท่านลุงถุงไถ้อะไรหนัก ส่งมาเถิดหลานรักจะช่วยรับเอาไป ชูชกเฉลียวใจจุปากอยู่เจาะๆ ว่าฉะกุมารนี้ช่างฉอเลาะคมสันนี้สิ้นที น่าที่จะเป็นเจ้าชาลีลูกกษัตริย์แล้ว ธรรมดาว่านกยูงย่อมมีแววไม่รู้หาย ดังหนามไม้ไม่เสี้ยมปลายก็แหลมเอง แม้นขอได้จะโฉงเฉงใช้จะยาก ทั้งรู้หลักนักปราชญ์มากปากจะกล้า จำจะสำทับด้วยวาจาแต่แรกพบ อจฺเฉรํ ปหริ ธชีก็ดีดนิ้วมือดังถะถบถะถับ ร้องสำทับด้วยวาจา ว่าฮ้าเฮ้ย   ลูกใครนี่หวาใจแข็ง เข้ามาเดินเคียงแข่งผู้ใหญ่ อปฺเปหิ จงหลีกออกไป ไปเสียอย่าอยู่ ว่าแล้วยังแลดูตาอยู่อีกเล่า กูเหวี่ยงลงด้วยไม้เท้านี่เถิดฤา ตาแกก็ทำฮึดฮือฮึกฮัก ยกเท้าแยกขาทำท่าจะตี พระชาลีก็หลีกออกไป เธอคิดว่าพราหมณ์ผู้นี้ไฉนหนอจึงใจร้ายกาจ ดูก็เห็นรูปชั่วชาติหฤโหด ประกอบด้วยบุรุษโทษแทบทุกสิ่ง เออมันชั่วกระนี้จริงเจียวสิหว่า พระชาลีผู้ปรีชาก็นิ่งไว้แต่ในพระทัย ส่วนเฒ่าจัญไรตาแกได้ช่อง ก็เหยาะย่องยอบกายหมายภิมุขหมอบประณม มือถวายบังคมพระเวสสันดร เอื้อนโอษฐ์ถวายพระพรศรัทธาผล ทูลถามถึงกังวลแต่วันท้าวเธอนิราศพระราไชย มาผนวชในพนาวาส ก็กล่าวเป็นบาทพระคาถาว่า

กจฺจิ   นุ   โภโต   กุสลํ   ฯลฯ   ชาลี   กณฺหาชินา   จุโภติ

                    (7)   เดิน  เมื่อชูชกธชีเข้าไปถึงแล้ว   เฒ่าใจแกล้วกระทำประพฤติปราศรัย   เป็นสัมโมทนียนัยกถาธรรมสวัสดิ์ พระบรมโพธิสัตว์ก็เปรมปรีดิ์ ปราศรัยตอบโดยระบอบประเพณี เชิญธชีฉันผลไม้อันโอชา เฒ่าชราได้โอกาส ด้วยตาแกฉลาดในเชิงภิกขาจาร เมื่อจะทูลสนองดรุณราชกุมาร เฒ่าก็พูดหว่านล้อมด้วยคำยอ ชักเอาแม่น้ำทั้งห้าเข้ามาล่ออุปมาถวายเสียก่อน แล้วจึงหวนย้อนขอต่อเมื่อภายหลัง ขึ้น ว่า พระพุทธเจ้าข้า วาริวโห เมาะ ปญฺจ มหานทีโย พระคุณเจ้าเอ่ย อันว่าแม่น้ำทั้งห้ากระแสสายชลชลา ไหลมาจากห้วงคงคาเป็นห้าแถว นองไปด้วยน้ำแนวเต็มฝั่งฝา นามชื่อว่าคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู นที มหิมหาสาคเรศ จึงแตกเป็นนิทเทสกุนทีน้อยๆ ประมาณห้าร้อยโดยสังขยา ปูโร ไหลหลั่งถั่งมาลบล้นกะทบกะทั่งฟากฝั่งเป็นฝอยฝน บ้างก็เป็นวังวนวุ้งชะวากเวิ้ง บ้างก็เป็นกะพักกะเพิงกะพังพุ บ้างก็ดั้นดุกระเด็นดาษดังดวงแก้วตามทางแถวแนวท่อธาร ไหลซ่าซ่าซ่านซะเซาะโซม เสียงระระระโรมโครมครื้นครั่น พิลึกลั่นบันลือหฤหรรษ์ บ้างก็เลี้ยวลัดดัดดั้นชลาไหล บ่าไปสู่บ่อบึงบางน้อยใหญ่นับอเนกอนันต์ เป็นคลื่นหมื่นมหันต์มไหไหลฟุ้งซ่านสุดที่จะพรรณนา ย่อมเป็นที่อาศัยทั่วไปแก่ฝูงปลานานาสรรพสัตว์ ในภูมิพื้นจังหวัดมงคลทวีป ฝูงชนได้เลี้ยงชีพก็ชุ่มชื่น ถึงจะวิดวักตักตวงทุกค่ำคืนทิวาวัน ถึงจะทดท่อระหัดหันเข้าทุ่งนาป่าและดง น้ำในสาครจะน้อยลงก็หามิได้ เสมือนหนึ่งน้ำพระทัยพระทูลกระหม่อมแก้ว อันยาจกมาถึงแล้วไม่เลือกหน้า ตามแต่จะปรารถนาทุกยวดยานกาญจนอลงกตรถรัตน์ อัศวสรรพสารพัดพิพิธโภไคย จนกระทั่งถึงภายในปัญจมหาบริจาค อันเป็นยอดยากยิ่งทานไม่ท้อถอย ด้วยพระองค์หมายมั่นพระสร้อยสรรเพ็ชญ์ดาญาณ พระคุณเจ้าเอ่ย ข้าพระราชสมภารนี่เป็นคนจนทุพพลภาพสุดเข็ญ จะหาเช้าได้กินเย็นก็ทั้งยาก ครั้งนี้อุตส่าห์บ่ายบากบุกป่าฝ่าดงพงพนัสแสนกันดาร หวังจะรับพระราชทานพระชาลีกัณหาไปเป็นทาสาทาสี ขอพระองค์จงทรงยกยอดปิยบุตรทานบารมีให้แก่ข้าธชีนี้เถิด

 

                    (8) เดิน โส โพธิสตฺโต ปางนั้นสมเด็จพระบรมนราพิสุทธิ์พุทธางกูร ได้ฟังพราหมณ์อธิบายทูลขอสองกุมาร มีน้ำพระทัยชื่นบานเอิบอาบ ด้วยกุศลลาภอันเลิศฟ้า อุปมาเหมือนบุรุษอันยากไร้ มีผู้นำทรัพย์มานับให้พันตำลึงถึงมือแล้วเมื่อใด น้ำพระทัยท้าวเธอปราโมทย์เหมือนฉะนั้น เมื่อจะยังเขาวงกตให้บันลือลั่นกัมปนาท ท้าวเธอจึงตรัสประภาษว่า พราหมณ์เอ่ย ท่านมาออกปากขอสองกุมารพระลูกรักดังดวงตา เราก็จะตัดห่วงเสน่หาให้แก่พราหมณ์เฒ่า แต่ทว่าเราขอทุเลาเลื่อนสักราตรี พอให้ทันพระมัทรีเธอตามสนอง เสียแรงนางได้อุ้มท้องทนเทวษ ถนอมเลี้ยงบังเกิดเกศสองกุมารมา อนึ่งนางจะได้อนุโมทนาสามิภักดิ์บำเพ็ญเพิ่มพระบารมี แล้วจะได้ขัดสีสระสรงสองดรุณมุ่นจุกไร ร้อยมาลัยประดับเกศแก้วกุมาร จะได้มอบให้เป็นทานถึงมือธชี เราเห็นแล้วว่าดีสะดวกงาม งดก่อนเถิดฤานะพราหมณ์พรุ่งนี่จึงไป หามิได้พระพุทธเจ้าข้า ซึ่งพระองค์แนะสนองชักช่องมาหนักหน่วงถ่วงให้อยู่ช้าคอยท่าพระมัทรี ข้อนี้ยังติดใจอยู่จริงๆ อิตฺถิโย มนฺตํ ขึ้นชื่อว่ามารยาหญิงนี้แสนแยบ ดีแต่ว่าจะคิดแคบเสียดายของ เคยครอบครองภิรมย์รื่น ยากที่จะยกหยิบเอาออกยื่นเป็นยอดทาน ชื่อว่าสามานย์มัจฉริยะเกิดกันกั้นกุศล หมื่นแสนจะได้ดีแต่ละคนนี่ยากแล้ว อันสมเด็จพระนางแก้วมิ่งมัทรี จะเหมือนดังสตรีทั้งปวงก็หามิได้ เกลือกว่าพระนางจะอาลัยด้วยพระลูกรัก จะมิหักเสน่หาให้เหือดหาย จะมุ่งหมายพระบารมีเป็นแม่นมั่น เสมอเหมือนพระองค์ผู้นำจำนงซึ่งทางสวรรค์แล้วแลฤาพระพุทธเจ้าข้า แม้พระองค์ทรงพระศรัทธาแท้แล้ว จงโปรดเรียกพระลูกแก้วมาพระราชทาน กระหม่อมฉันจะพาไปเป็นทาสช่วงใช้ ให้นางอมิตตดาผู้โฉมตรู เห็นว่าจะดีกว่าอยู่นี่แล้วแล

                    (9) เดิน โส โพธิสตฺโต ปางนั้นสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ได้ฟังคำพราหมณ์ทูลทัดขัดแข็งโต้แย้งด้วยวาจา จึงตรัสว่าพราหมณ์เอ่ย ท่านมิอยู่ช้าท่ามัทรีแล้วก็ทำเนา แต่ทว่าจงพาสองกุมารเจ้าเข้าไปสู่สำนักพระอัยกา ให้ท้าวเธอทราบว่าพระนัดดาดวงสวาท เข้าไปสู่พระราชธานี ท้าวเธอก็จะพระราชทานเงินทองของดีๆ หลากเหลือหลาย ทั้งวัวควายช้างม้าข้าใช้สอยศฤงคารเครื่องบริโภค ตาแกก็จะมีโชครวยฉุยเสียอีกนะธชี เฒ่าก็ทูลตอบคดีในทันใด ว่าไม่ได้ไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า ซึ่งจะทรงพระกรุณาไม่เห็นด้วย ฉวยว่าเสียทีสิมิเป็นการ คำโบราณท่านกล่าวไว้แต่ก่อนปลาย ขุนนางใช่พ่อแม่ หินแง่ใช่ตายาย อันจะให้พาสองกุมารถ่อกายเข้าไปยังสำนักพระเจ้าปู่ ท้าวเธอก็จะให้มีพระกะทู้ซักถามซ้ำ จะละลักละล่ำว่าหน้าเป็นหลังตกตะลึงลืมตัว ด้วยความกลัวใช่พอดี เธอก็จะลงเอาว่าข้าธชีนี่ลักพระเจ้าหลานหลวง แล้วจะให้ทำตามกระทรวงพระราชกิจ สมเด็จบพิตรท้าวเธอจะลงพระราชทัณฑ์เฆี่ยนด้วยหวาย ถ้ารอดตายตาเฒ่าก็จะยับเยินเป็นฟันสี ไปเมื่อหน้าอีปากกล้าตามันแสนคม มันจะขู่ข่มด่าเอาเปรี้ยงๆ ตาเฒ่าก็ไม่อาจจะเถียงสักคำเดียว จะเหลียวหน้าไปหาใครเมื่อลาภที่ได้ก็จะกลับเสีย เมียนี้ก็จะด่า กระหม่อมฉันมาทั้งนี้ด้วยว่ารักนาง หวังจะเอาชีวามาวางไว้ใต้ฝ่าพระบาท แม้มาตรว่าพระองค์ทรงพระราชศรัทธาแล้ว จงเรียกสองพระลูกแก้วมาพระราชทาน ในกาลบัดนี้เถิด

                    (10) ขึ้น เต กุมารา ควรจะสงสารเอ่ย ด้วยพระชาลีและนางกัณหา สุตฺวา เมื่อได้ฟัง ผรุสวจนํ ซึ่งถ้อยคำอันหยาบช้า ภีตา เจ้าก็สะดุ้งตระหนกตกพระทัยไหวหวั่นขวัญไม่มี ดังโปดกมฤคีอันอ่อนแอ ได้ยินเสียงพยัคฆ์คำรามแฮ่เร่งตระหนกหนี ปลายิตฺวา เจ้าก็พาพระน้องจรลีลาศลงจากอาสน์พระอาศรม เข้าไปซ่อนอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ร่มอันรกชิด ยังกลัวว่าจะไม่มิดพราหมณ์จะแลเห็น อกใจนี่ฤาเต้นอยู่ทึกทัก พระพักตร์สองกุมารเผือดผัน พระกายสั่นระรัวริกดังตีปลา พระชาลีจึงกระซิบบอกแก้วกัณหา ว่า กัณหาเอ่ยเจ้าค่อยๆ ย่อง ครั้นเหยียบต้องใบไม้ไหวกริบ เจ้าขยิบตาให้แก้วกัณหาหมอบ ครั้นเหยียบต้องใบไม้ไหวกรอบ เจ้าก็พากันหมอบอยู่แน่นิ่ง เตน เตน ปธาวึสุ สองเจ้าก็วิ่งวนจนถึงมงคลสระศรี สองกุมารีทรงผ้าคากรองเข้าให้มั่นคง แล้วเสียรอยถอยหลังลงสู่สระศรี เอาวารีนั้นบังองค์เอาใบบุษบงบังพระเกศ หวังจะซ่อนพระบิตุเรศกับพราหมณ์ด้วยความกลัว อยู่ในสระบัวนั้นแล

                    (11) เดิน โส ชูชโก ส่วนชูชกใจจองหอง อทิสฺวา เมื่อมิได้เห็นสองกุมารในสถานที่นั้น เฒ่าอาธรรม์ให้นึกแหนงในดำริ จึงกล่าวติเตียนตัดพ้อด้วยลมพาลอยู่ฉานฉะ ว่า โภ เวสฺสนฺตร ดูกรพระมหาเวสสันดร เขาขึ้นชื่อลือขจรว่าใจบุญบริสุทธิ์ แต่เดิมที่ยุติจริงใจศรัทธาไม่ย่อท้อ เรามาเอ่ยปากขอคำเดียวก็ให้ลูก ถูกกับคำเขาลือเล่าว่าเลิศกษัตริย์ บัดเดี๋ยวสิผลัดจะให้อยู่ท่าพระมัทรี ครั้นว่าธชีมิยอมอยู่ กลับจะให้พาไปสู่สำนักพระเจ้ากรุงสญชัย ครั้นรู้เท่าว่าเขามิไปเหมือนใจคิด ก็จนจิตนั่งนิ่งทำหน้าเฉย ขยิบตาชำเลืองเลยลอบแลลอด สอดพยักหน้าให้ลูกหนี ฉะออชาลีก็ไวเหลือลูกประสม เห็นพ่อทำตาคมคอยขยับ พอเบือนหงับก็ไปเงียบไม่ทันเงย ตยา สทิโส เจ้าข้าเอ่ย บุคคลผู้ใดเลยในโลกนี้ ที่จะเจรจาตลบเลี้ยวลดสดๆ ร้อนๆ เหมือนเจ้าพระยาเวสสันดรชีไพร เป็นอันว่าหามิได้นี้แล้วแล

                    (12) เดิน โส โพธิสตฺโต ปางนั้นสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ตรัสได้ทรงฟังพราหมณ์บริภาษ กมฺปมาโน ตกพระทัยไหวหวาดไปทั้งพระองค์ ทรงพระจินตนาในเหตุว่า สองดรุณเรศนี้กลัวภัย จึงทรงตรัสประภาษไปว่าพราหมณ์เอ่ย อย่าเพ่อเลยน้อยใจแก่เราก่อน เราจะพาสองกุมารบังอรมาให้จงได้ ตรัสแล้วก็เสด็จไปมะนิมมะนา ตามรอยบทวลัญชาสองกุมาร จนถึงสถานสระโบกขรณี ก็แจ้งว่ากัณหาชาลีอยู่ในสระสรง เมื่อพระองค์จะตรัสเรียกว่าพระลูกยา ก็กล่าวเป็นสาระพระคาถาดังนี้

เอหิ   ตาต   ปิยปุตฺต   ฯลฯ   โสกํ   ปฏิวิเนสฺสตีติ

                    (13) ขึ้น ตาต พ่อเอ่ย เจ้าชาลีศรีสุริยวงศ์เยาวเรศ เจ้าก็เกิดในมกุฎเกศกรุงสีวิราฐ ไยพ่อไม่องอาจย่อมย่อท้อทิ้งพระบิดา ให้พราหมณ์มันจ้วงจาบหยาบช้า เจ้าเห็นชอบอยู่แล้วฤาหนาพ่อสายใจ เราก็เป็นขัตติยมไหมหาสมมติวงศ์วิเศษสุทธิกษัตริย์ ไม่มีใครที่จะมาพ้อตัดติเตียนเลย พระลูกเอ่ย เจ้าไม่รู้ฤาคือพระบิตุรงค์บรรจงรักพระโพธิญาณ หวังจะยังสัตว์ให้ข้ามห้วงมหรรณพภพสงสารให้ถึงฝั่งฟาก เป็นเยี่ยงอย่างยอดยากที่จะข้ามได้ สำเภาลำใดของพานิช ซึ่งตกแต่งต่อติดเป็นกงวานประกอบประกับกระดานตอกตึง ตะปูตะปริงยิงกรึงกระชับชิด พืดเหล็กตีติดตอกหมันโซมน้ำมันชันเคี่ยวแล้วเยียวยา กระดานดาดเป็นดาดฟ้าจังกอบกว้านสมอขัน เสากระโดงยืนยันยึดด้วยพืดพวนผูกขึงรัดรึงตายติดกับเสารอกดูนี่เรี่ยวแรง เสากระโดงสายระโยงรยางค์แย่งอยู่มั่นคง ปักทวนธงอยู่ริ้วๆ ธงตะขาบปลิวสะบัดปลาย นายช่างจำลองจำหลักลายรายด้วยรูปสัตว์ ราชสีห์สิงห์อัดยืดแอ่นอก กอดกระหนกกระหนาบคาบแก้วกุม ครั้นได้ฤดูเดือนมรสุมแล้วก็แซ่ซ้อง บรรทุกสิ่งของลงต่างๆ ไว้ระวางทางวิดน้ำทำเป็นโชงโลง อับเฉากันโคลงประจุเรียบ สำเภานี่ก็พาบเพียบเพียงราโท ครั้นได้ฤกษ์แล้วให้เลิกโห่ขึ้นสามลา ยิงปืนปากปลาเสียงผางผึงตึงตัง คนการยืนสะพรั่งอยู่พร้อมเพรียง ศัพท์สำเนียงเสียงเฮโลแลเฮล่า เข้าฉุดคร่าสายสมอตีม้าล่ออยู่ฉ่างๆ โบกธงอยู่คว้างๆ แล้วแกว่งกวัด พอพระพายชายพัดติดใบบน ล้าต้าแลต้นหนก็มุ่งมองตั้งเข็มส่องกล้องสลัด โดยกำหนดขนัดคะเนหมาย นายท้ายก็ยักย้ายบ่ายเบี่ยงเฉลียงแล่นออกทะเลลึกแลไม่เห็นฝั่ง ครั้นบังเกิดลมสลาตันตั้งตีเป็นลูกคลื่นอยู่ครื้นเครง สำเภาก็โคลงเคลงไปตามคลื่นตื่นเต้น เสากระโดงหักกระเด็นกระดานแตก คลื่นใหญ่โยนกระทบกระแทกกระทั่งผะผังผาง สำเภาก็อับปางลงในท่ามกลางทะเลหลวง ฝูงมนุษย์ทั้งปวงไม่หลอเหลือล้วนเป็นเหยื่อแก่เต่าปลา ด้วยเป็นโลกิยนาวาไม่จิรังเลย พระลูกเอ่ย พ่อเห็นแต่หน้าเจ้าพระพี่น้อง เจ้าจงมาเป็นสำเภาทองธรรมชาติ อันนายช่างชาญฉลาดจำลองทำ ด้วยกงแก้วประกำตรึงด้วยเพชรแน่นหนา แก้วประพาฬแผ่เป็นดาดฟ้าฝาระเบิดเปิดช่องน้ำ แก้วไพฑูรย์กระทำเป็นราโท โมราประทับสลับสลัก กรอบลายรายดอกรักเนาวรัตน์ ฉลุฉลักเป็นรูปสัตว์ภาพเพชรนิลแนม แกมหงส์วิหคกระหนกคาบลดารัด มังกรกัดกอดแก้วเกี่ยวเป็นก้านขดดูสดใส ครั้นสำเร็จแล้วเมื่อใด พระบิดาจะทรงเครื่องต้นมงคลพิชัยสำหรับกษัตริย์ จะเอาพระสมาบัติกระหวัดทรงเป็นสร้อยสังวาลวงอยู่สรรพเสร็จ จะเอาพระขันตีต่างพระขรรค์เพชรอันคมกล้า สุนทรจะย่างเยื้องลงเภตราสู่ที่นั่งท้ายอันสูงระหง ปักทวนธงเศวตฉัตร ครั้นเวลาวายุพัดมาเฉื่อยฉิว สำเภาทองก็จะล่องลิ่วไปตามลม สรรพสัตว์ก็จะชื่นชมโสมนัส ถึงจะเกิดลมกาฬพานกระพือพัดคือโลโภ ถึงจะโตสักแสนโตตั้งตีเป็นลูกคลื่นอยู่ครื้นโครมโถมกระแทก สำเภานี้ก็มิได้วอกแวกวาบหวั่นไหว ก็จะแล่นระรี่เรื่อยเฉื่อยไปจนถึงเมืองแก้ว อันกล่าวแล้วคือพระอมตมหานครนฤพาน พระลูกเอ่ย เจ้าจะนิ่งนานอยู่ไยในสระศรี จงขึ้นมาช่วยยกยอดปิยบุตรทานบารมี แต่ในครั้งเดียวนี้เถิด

                    (14) เดิน ชาลีกุมาโร ปิ แม้อันว่าพระชาลีราชกุมาร เมื่อได้สดับวโรงการพระบิตุราช จึงคิดว่าอาตมนี่เป็นลูกกษัตริย์ขัตติยะยอดยิ่ง อะไรจะมานั่งนิ่งให้พระบิดาเรียกถึงสองคำมิบังควรนัก ถึงว่าอ้ายเฒ่าทรลักษณ์มันจะตีด่าฆ่าเสียก็ตามเถิด คิดแล้วเธอก็เปิดใบบัวขึ้นมา กอดพระบาทเบื้องขวาพระปิตุรงค์ทรงพระกรรแสงเศร้า ท้าวเธอตรัสถามว่าพระน้องอยู่ไหนเล่าพ่อชาลี เธอก็กราบทูลคดีโดยคำกลาง ว่าพระพุทธเจ้า อิเม สตฺตา เยี่ยงอย่างสัตว์ทั้งหลาย ภัยจะมาถึงกายย่อมเอาตัวหนี ท้าวเธอก็ทราบคดีด้วยปรีชา จึงตรัสเรียกแก้วกัณหาดุจตรัสเรียกพระชาลี พระเจ้าน้องก็คิดเหมือนพระพี่ไม่ผิดเพี้ยน ขึ้นมาซบพระเศียรกอดพระบาทเบื้องซ้ายสมเด็จพระบิดา ขึ้น เต กุมารา ควรจะสงสารเอ่ยด้วยสองดรุณทรามรักน้อยๆ ทั้งคู่ พิศแลดูหน้ากันแล้วก็ตั้งแต่ว่าจะร้องไห้ น้ำพระอัสสุชลนัยน์เธอไหลลงหลั่งๆ  ตกต้องหลังพระบาทพระบรมราชฤษี ดังกลีบบุษมาลีปทุเมศ มารองน้ำพระชลเนตรสองกุมารพระเจ้าลูกท้าวเธอไว้ สมเด็จพระนราธิปไตยพิสุทธิชินวงศ์ ท้าวเธอก็พลอยทรงกรรแสงไห้ จนพระอัสสุชลนัยน์ไหลลงรินๆ โซมพระพักตร์ ตกต้องพระปฤษฎางค์พระลูกรักทั้งสอง ดุจแผ่นกระดานทองมารองรับไว้ทั้งคู่ กมฺปมานโส น้ำพระทัยเธอห่อหู่ยู่ย่นสลดลง ประหนึ่งว่าจะดำรงพระทานนั้นมิได้ ปรามสนฺโต เธอลูบหลังสองอรดนัยพระลูกแก้วแล้วก็รับขวัญ กุมพระกรพระลูกรักทั้งสองนั้นให้ทรงยืนประดิษฐาน พลางประโลมปลอบปิยกุมารทั้งสองว่า พระลูกเอ่ย ยืนขึ้นเถิดสินะเจ้าฟังบิดาว่า กัณหาเอ่ย เงยหน้าขึ้นเถิดนะแม่ แลดูหน้าพระบิดาเสียยังแล้วให้ชื่นมื่น เจ้าจะมัวสะอึกสะอื่นไปว่าไร พระบิดานี่มีฤาหาไม่ เจ้าก็ย่อมแจ้งอยู่แก่ใจเจ้าแล้วทั้งสอง มาตรว่าบิดานี้มีเงินแลทองเล่าเถิดรา มิให้ลูกกำพร้าต้องระเหินระหกตกไปไกล โอ้ครั้งนี้บิดานี่ยากไร้สิ้นร้ายเสียที่สุด เห็นแต่พระปิยบุตรเจ้าทั้งสอง ยิ่งกว่าเงินแลทองได้ร้อยเท่าพันทวี เดิน พระบรมราชฤษีเธอจึงคาดค่าสองกุมาร เหมือนนายโคบาลอันสันทัดคาดค่าโค โส กิร ปุตฺโต จึงตรัสว่าพระลูกเอ่ยเจ้าจงจำคำของบิดาไว้ สเจ ภุชิสฺโส มาตรว่าเจ้าอยู่มิได้จะใคร่พ้นทาสวิสัยให้พ้นธชี พ่อชาลีจะเพียรพยายาม หาทองทุนทรัพย์ตามให้ถ้วนถึง นับตำลึงได้พันเท่า นั่นแลส่วนค่าตัวเจ้านะชาลี ส่วนพระน้องกัณหานี้พระเจ้าพี่อย่าลืมหนา หตฺถิอาทิสเตนวา จำบิดาจะคาดค่าแก้วกัณหาไว้มิให้น้อย สิ่งละร้อยละร้อยทั้งโคอุสุภราช ทาสทาสีรถพาหนะลงกตคชสารม้ามิ่ง ครบทุกสิ่งสินสุวรรณทองร้อยตำลึง ยื่นให้ถึงมือธชีแล้วเมื่อใด กัณหาพระน้องเจ้าจึงจะได้ไปเป็นไทขึ้นเมื่อนั้น อย่าโศกศัลย์เศร้าสร้อยน้อยพระทัยไปนักเลย พระลูกเอ่ย อย่าว่าบิดานี้ลำเอียง รักลูกเล่าก็ไม่เที่ยงเสมอกัน ใช่กระนั้นดอกหนาพ่อชาลี พระบรมราชฤษีเธอจึงตรัสประโลมเล้าว่า พระลูกเอ่ย มาเถิดนะเจ้าอย่าช้านักพราหมณ์จะคอย เธอก็จูงกรพระลูกน้อยพาเข้ามาสู่อรัญญิกาวาส นั่งเหนือศิลาอาสน์หน้ามุขพระอาศรม ทรงพระเต้าอันอุดมเต็มด้วยวารี จึงตรัสเรียกธชีชราจารย์ ว่า เอหิ วต โภ พราหมณ์เอ่ย จงมารับพระราชทานสองกุมารแต่โดยดี เธอก็หล่อหลั่งอุทกวารีลงในมือพราหมณ์ ตั้งพระทัยไว้ให้งามดังดวงแก้ว แล้วก็ออกอุทานวาจาอันแจ่มใสว่า พราหมณ์เอ่ย ลูกทั้งสองของเรานี้ไซร้ เรารักดังดวงใจนัยนเนตร เหตุว่าเรารักพระโพธิญาณ ยิ่งกว่าสองกุมารได้ร้อยเท่าพันทวี ขึ้น อิทํ ทานํ เดชะผลทานในครั้งนี้จงสำเร็จ แด่พระสร้อยสรรเพ็ชญ์พุทธรัตน์อนาวรณญาณ ในอนาคตกาลโน้นเถิด

                    (15) เดิน ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิปัญญา เวสฺสนฺตโร ราชา อันว่าพระมหาเวสสันดรอดุลดวงดิลก เมื่อพระองค์ทรงยอยกปิยบุตรทานมิทันช้า จึงหล่อหลั่งอุทกธาราให้ตกลงเหนือมือทิชาจารย์ อัศจรรย์ก็บันดาลบังเกิดมี ขึ้น อยํ มหาปฐวี อันว่าภาคพื้นพระธรณีอันหนาแน่นได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ เสียงอุโฆษครื้นครั่นดังไฟบรรลัยกัลป์จะผลาญโลกให้ทำลายวายวินาศ ฝูงสัตว์จัตุบาทก็ตื่นเต้นเผ่นโผนโจนดิ้น ประหนึ่งว่าปัฐพินจะพลิกคว่ำพล้ำแพลงให้พลิกหงาย อกนางพระธรณีจะแยกแตกกระจายอยู่รอนๆ สะท้อนสะเทือนเลื่อนลั่นอยู่ครืนๆ ดุจหนึ่งว่าปืนสักแสนนัดมากระหน่ำ ซ้ำยิงอยู่เปรี้ยงๆ เสียงฉะฉาดฉาน ประแปร๋แปร๋แปร้นแล่นทะลวงงวงคว้างาเงย ประหนึ่งว่าจะสอยเสยเอาดวงดาว เหี้ยมห้าวกระหึมตกมันอยู่ฮัดๆ ดังว่าใครมายุแยงแกล้งผัดพาน เดือดทะยานอยู่ฮักฮัก สะอึกเข้าไล่แทงเงาอยู่ผลุงผลัง ไม้ไล่พังผะผางโผงล้มพินาศ ทั้งพระยาพาลมฤคราชเสือโคร่งคำรามครึม กระหึ่มเสียงสำเนียงก้อง ร้องปะเปิบปีบถีบทะยานย่องแยกเขี้ยวเคี้ยวฟันตัวสั่นอยู่ริกๆ ประหนึ่งว่าจะถาโถมโจมจิกจับเอาสัตว์ในไพรวัน มาคาบคั้นกินเสียคำเดียวเป็นภักษา ทั้งพระยากาสรตัวกล้าก็ลับเขาโขยดโลดลองเชิง เริงฤทธิไกรไล่ขวิดควิ้วอยู่ฉานๆ ประหนึ่งว่าจะควานควักตักแผ่นดินดอน สิเนรุปพฺพตราชา ทั้งพระยาเขาพระสุเมรุก็เอนอ่อนอยู่ทบเทา แก้วเก้าเนาวรัตน์แสนสัตตรัตน์เรืองรองซ้องสาธุการอยู่อึงมี่ ทั้งพระยาครุฑราชปักษีก็โผผินบินขึ้นเวหน เล่นลมบนอยู่ลิบลิ่วเมฆหมอกปลิวอยู่เกลื่อนกลาด บนอากาศก็วิกลเป็นหมอกกลุ้ม อัมพรชอุ่มอับอลเวง เสียงคระโครงเครงครื้นครั่น ฝนสวรรค์ก็เฟื่องฟุ้งเป็นฟองฝอย เมขลาเหาะลอยล่อแก้วอยู่แวววับ รามสูรขยับขยิกขยี้ แสงสายมณีแวบวาบวาวสว่าง อสูรก็ขว้างขวานประหารอยู่เปรี้ยงๆ เสียงสนั่นลั่นโลกวิจลจลาจล นาคราชในเบื้องบนก็เบือนบิดนฤมิตกาย ชูเศียรถวายสักการบูชา เทพดานิกรนับโกฏิ ต่างน้อมเศียรศิโรตม์อยู่ไสว ยอพระกรไหว้อยู่แออัด ว่าเจ้าประคุณของสัตว์ผู้ยากเอ่ย อันทานนี้ยากที่บุคคลผู้ใดเลยจะกระทำได้ เว้นไว้แต่หน่อพระชินสีห์ อันทรงสร้างพระบารมีมามากแล้ว ขอให้พระทูลกระหม่อมแก้วจงสำเร็จ แด่พระวิสุทธิสร้อยสรรเพ็ชญ์พุทธอัครอนาวรณญาณ ในอนาคตกาลโน้นเถิด

                    (16) เดิน ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิปัญญา โส พฺราหฺมโณ อันว่าเฒ่าชราทิชาชาติ เมื่อได้รับพระราชทานสองกุมารได้แล้ว   เฒ่าใจแกล้วก็ฉุดลากกระชากสองกุมารมา   เอกโต พนฺธิตฺวา ผูกพันพระพาหาพี่น้องสองกระสันเข้าให้มั่นกับมือ ปลายเชือกข้างหนึ่งนั้นถือตามตีต้อนสองบังอรมา ต่อหน้าสมเด็จพระบิดาไม่ปรานี ฝ่ายพระชาลีจึงกราบบังคมทูล ขึ้น ว่าข้าแต่นเรนทรสูรสมเด็จพระบิดาเจ้าข้าเอ่ย กระไรเลยไม่ปรานี ว่าพระแม่มัทรีนี้เป็นเพื่อนยาก เมื่อเช้าพระแม่เจ้าจะจากไปสู่ป่า ก็พาลูกทั้งสองรามาฝากฝัง ทรงพระกรรแสงสั่งแสนเทวษ ควรแลฤๅพระบิตุเรศมานิ่งได้ ให้เฒ่าจัญไรตาแกมาตีด่าไปต่อหน้าพระที่นั่ง ฝีไม้กระไรดังอยู่ควับเควี้ยว เสียวแสบแทบจะบรรลัย เจ้าประคุณของลูกเอ่ย ลูกนี้ยกมือขึ้นไหว้ตาแกยิ่งโกรธ ลูกร้องขอโทษตาแกยิ่งตี แตกทุกทีทุกทีทุกฝีไม้ เลือดนี้ไหลลงหยดย้อย พระบิดาเจ้าเอ่ย โปรดทอดพระเนตรหลังลูกน้อยๆ นี้บ้าง ถูกที่ขัดที่ขวางตาแกช่างไม่คิดเลย เจ้าประคุณของลูกเอ่ย สุดที่ลูกนี้จะกลั้นจะทนพ้นกำลังแล้ว แต่คอยๆ พระชนนีจะวี่แววมาก็หามิได้ พระบิดาเจ้าเอ่ย ช่วยโปรดห้ามพราหมณ์ไว้ให้สงบอยู่ท่าพระมารดา ทั้งเวลานี้เล่าก็บ่าย ดีร้ายพระแม่จะมาทัน เออนี่ก็ยังวันอยู่อักโข ยาว อมฺมา ปิ เอติ โน โอ้เวลาป่านฉะนี้พระแม่มัทรีจะมิกลับมาแล้วแลฤๅถึงกลางทาง แม้นพระบิตุรงค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ โปรดประภาษบ้างก็จะยังชั่ว ตาแกจะได้เกรงกลัวพระราชอาญา ถึงจะตีจะด่าก็จะอัชฌาสัย นี่ตาแกทำเล่นตามอำเภอใจของตาแกเอง พราหมณ์จะกลัวจะเกรงใครมีเล่า ด้วยพระทูลเกล้ามานิ่งเฉย กัณหาพระน้องเอ่ย จะเอาพระคุณของใครมาปกเกล้า จะพึ่งพระบิดาเล่าก็หลากแล้ว เจ้าประคุณทูลกระหม่อมแก้วของลูกเอ่ย มิโปรดข้าชาลีแล้วก็ทำเนา จงโปรดเกล้าแต่เจ้ากัณหา พระน้องของข้ายังเยาว์นัก ทรามรักพระมารดามิได้ทรงพระกรุณาทำนิ่งขึง ดุจแผ่นกระดานอันตรึงกระหน่ำแน่นมิได้หวาดไหว ทูลพลางทางพิไรร่ำว่า กัณหาพระน้องเอ่ย ที่ไหนเลยจะได้กลับมาเห็นหน้าสมเด็จพระบิดาและมาตุเรศ จะต้องทนทุกขเทวษมอดม้วยด้วยอาชญา ของธชีชรานี้แล้วแล

                    (17) เดิน เมื่อพระชาลีศรีดรุณราชโอรส ทรงพระกำสรดทูลพระบิตุราช ท้าวเธอตั้งสมาธิมัธยัสถ์มิได้ตรัสจำนรรจา สงสารพระชาลีเหลียวมาดูพระน้องแก้วกัณหา แล้วก็ทรงพระโศกาพิไรร่ำ ว่า ขึ้น กเณฺห ดูกรเจ้าแก้วกัณหาเอ๋ย หญิงชายผู้ใดเลยเกิดมาในห้วงมหรรณพภพสงสาร ยังมิถึงซึ่งพระนิพพานตราบใด ก็ย่อมต้องทุกข์โพยภัยประหาร ปานประหนึ่งว่าตัวเรานะเจ้าพี่ ตถา ทุกฺขํ ทุกข์ทั้งนี้ก็มิสู้ทุกข์เท่าทุกข์ถึงพระแม่เจ้าจะกลับเข้ามาแต่ป่า เมื่อมิได้เห็นหน้าเราพี่น้องแล้วก็จะทรงกรรแสงไห้ ด้วยว่าลูกเพื่อนไร้มาจากอก จะทรงพระวิตกมิวายเลย พระคุณเจ้าเอ่ย พระคุณเคยได้เชยชมแก้วกัณหาชาลีทุกเวลา กปณา จะเป็นกำพร้าพลัดพระลูกแล้วนะพระแม่เจ้า โส นูน กปโณ ตาโต ทั้งสมเด็จพระปิตุนรินทร์ปิ่นเกล้าของเรา อปสฺสนฺโต เมื่อมิได้เห็นเจ้าแก้วกัณหาในอาศรม ท้าวเธอก็จะทรงพระปรารมภ์ละห้อยหา อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา โอ้คิดขึ้นมาก็น่าเสียดาย แต่รูปสัตว์ทั้งหลาย คือ กระต่ายโตโคถึกเถื่อน ใส่ล้อลากเลื่อนเขยื้อนยัน พระบิตุรงค์บรรจงปั้นให้เราเล่น โอ้ทีนี้จะนานเห็น เมื่อใดจะได้กลับมาเล่นของเราอีกเล่า กัณหาเอ่ย เราพี่น้องนี้ตั้งแต่ว่าจะโศกเศร้าไปเป็นข้าพฤฒาจารย์ ในมรรคากันดารนั้นแล

ตมตฺถํ   ปกาเสนฺโต   สตฺถา   อาห

ตโต   เวสฺสนฺตโร   ราชา ฯลฯ   ชาลี   กณฺหาชินา   จุโภติ

                    (18) เดิน โส โพธิสตฺโต ปางนั้นสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ตรัสได้ทรงฟังพระลูกน้อย ทรงพระกรรแสงทูลละห้อยวันนั้นกลั้นพระโศกมิได้ ละอายพระทัยแก่เทพดา ปณฺณสาลํ ปวิสิตวา เสด็จเข้าสู่ภายในพระบรรณศาลา ซบพระพักตราทรงพระกรรแสงสะอื้นไห้ ขึ้น ว่าโอ้เจ้าเพื่อนเข็ญใจของพ่อเอ่ย เจ้าเคยกระทำกรรมไว้เป็นไฉน จึงมาตกเข็ญใจไร้ยากอนาถา ให้พราหมณ์ชราร่างร้ายกาจ ตาแกมาทำสีหนาทโพยโบยตี โอ้เวลาป่านฉะนี้ก็สายัณห์ คนทั้งหลายเขาเรียกกันกินอาหาร บ้างก็เล้าโลมลูกหลานให้อาบน้ำแล้วหลับนอน แต่สองบังอรของพ่อนี้ใครจะปรานีให้นมน้ำ ก็จะตรากตรำลำบากใจ ที่ไหนจะเดินได้ด้วยพระบาทเปล่า ทั้งไอแดดจะแผดเผาให้พุพอง จะชอกช้ำคล้ำเป็นหนองลงลามไหล สองสุริยวงศ์ตั้งแต่ว่าจะทรงพระกรรแสงไห้ สุดอาลัยของพ่อแล้วที่จะติดตาม จะบ่ายหน้าไปหาพราหมณ์เมื่อยามเย็น เฒ่าจัญไรไหนเลยจะเห็นแก่สองเจ้า มีแต่จะรุกเร้าคำรามตี เดิน ธชีเอ่ย กระไรเลยไม่เกรงขามเราบ้างเมื่อยามจน จะคิดดูบ้างเป็นไรว่าลูกทั้งสองคนคู่ชีวาตม์ ยังตัดใจให้ขาดมิให้เสียประโยชน์ แต่ก่อนโสดถึงข้าสินไถ่ได้สี่ต่อ ผู้อื่นรู้ก็ยังย่อท้อกลัวเกรง ใครไม่ข่มเหงเหมือนพราหมณ์ผู้นี้ วาริชสฺเว เม สโต เสมือนหนึ่งพรานเบ็ดมาตีปลาที่หน้าไซ บรรดาปลาจะเข้าไปให้แตกซ่าน ตัวเราผู้ทำทานเหมือนตัวปลา พระโพธิญาณในภายหน้านั้นคือไซ ปรารถนาจะเข้าไปจึงยกพระลูกให้เป็นทานบารมี พระลูกรักทั้งสองศรีดังกระแสสินธุ์ พราหมณ์ประมาทหมิ่นมาด่าตี เสมือนกระทุ่มวารีให้ปลาตื่น น้ำพระทัยท้าวเธอฟื้นจากอุเบกษา บังเกิดอวิชชามาห่อหุ้ม พระปัญญานั้นกลัดกลุ้มไปด้วยโมโหให้ลุ่มหลง โทโสเข้าซ้ำส่งให้บังเกิดวิหิงสาขึ้นทันที ว่าอุเหม่ อุเหม่ พราหมณ์ผู้นี้อาจองทะนงหนอ มาตีลูกต่อหน้าพ่อไม่เกรงใจ ธชีเอ่ย กูมาอยู่ป่าเปล่าเมื่อไร ทั้งพระขรรค์ศิลป์ไชยก็ถือมา ธนุจาปํ คเหตฺวา ก็ทรงคว้าพระแสงธนูศรกระสันมั่นกับมือ ฆ่าพราหมณ์ผู้นี้เสียเถิดหรือ เธอฮึดฮื่ออยู่แต่ในพระทัย ภายหลังจึงตั้งจิตพิจารณาในพระอริยประเพณีหน่อพุทธางกูร ก็รู้ว่าอาตมนี่เพิ่มพูนมหาปุตตบริจจาคเจียวสิหว่า เมื่อพระปัญญาบังเกิดมี พระบรมราชฤษีเธอจึงตรัสสอนพระองค์เองว่า โภ เวสฺสนฺตร ดูกรพระมหาเวสสันดร อย่าอาวรณ์โว้เว้ทำเนาเขา ข้ากับเจ้าเขาจะตีกันไม่ต้องการ ให้ลูกเป็นทานแล้ว ยังมาสอดแคล้วเมื่อภายหลัง ท้าวเธอก็ตั้งสมาธิระงับดับพระวิโยค กลั้นพระโศกสงบแล้ว พระพักตร์ก็ผ่องแผ้วแจ่มใส ดุจทองอุไรทั้งแท่ง อันบุคคลแกล้งหล่อแล้วมาวางไว้ในพระอาศรม ตั้งแต่จะเชยชมพระปิยบุตรทานบารมี แห่งหน่อพระชินสีห์นั้นแล

                    (19) เดิน เมื่อชูชกพฤฒาจารย์พาสองกุมารไปในวันนั้น เฒ่าอาธรรม์ล้มแล้วลุกขึ้นได้ ตาแกฉวยเรียวไม้ไล่ตีต้อนสองบังอรมาต่อหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระบิดาไม่ช้าที ขึ้น ควรจะสงสารเอ่ยด้วยพระชาลีศรีดรุณเยาวลักษณ์ ผันพระพักตร์มาทูลลาพระมาตุเรศอยู่แจ้วๆ แล้วก็ทรงพระกรรแสงละห้อย ทรงปรึกษาพระน้องน้อยกนิษฐาว่า กณฺเห ดูกรแก้วกัณหาเอ่ย พี่ได้ยินเนื้อความท่านเล่าสืบกันมา ว่า กำพร้าสองประการสืบสันดานโดยประเพณี นรา เอกจฺจิยา กุมารกุมารีใดไร้นิราศปราศจากพ่อยังแต่แม่ผู้เดียว ก็พอแลพอเหลียวชื่อว่าอยู่พร้อมทั้งบิดาและมารดา ทารกา ทารกผู้ใดไร้นิราศปราศจากแม่ยังแต่พ่อผู้เดียว ก็เปล่าเปลี่ยวได้ชื่อว่าสูญสิ้นทั้งบิดาแลมารดา ถึงจะประโลมเลี้ยงรักษาเล่าก็ไม่ถึงใจ ถึงจะได้ทุกข์ภัยสักร้อยสิ่ง อันบิดาแล้วก็นิ่งได้ไม่นำพา อันคุณของพระมารดาท่านพรรณนาไว้ว่าเป็นที่ยิ่ง สจฺจํ คำที่ว่ามานั้นก็จริงสมอยู่แล้วนะพระน้องแก้วกัณหา เหมือนหนึ่งเราทั้งสองราในครั้งนี้ พระชนนีไม่อยู่ อ้ายพราหมณ์มันจึงข่มขู่เคี่ยวเข็ญกระทำโทษ นตฺถตฺโถ ชีวิเตน โน โอ้จะประโยชน์อันใดกับด้วยชีวิตเราเท่านี้นี่นา พระน้องเอ๋ยกัณหาเจ้าพี่ผู้เพื่อนไร้ จะอยู่ไปไยให้ทนทุกข์ทรมาน เมื่อมาได้ความรำคาญเคืองแค้น พราหมณ์ตาแกตีให้แล่นแสนลำบากยากแต่น้อยๆ นมนิดน้ำหน่อยหนึ่งก็มิได้เสวย กัณหาพระน้องเอ่ยมาเถิดนะเจ้า มาเราจะสร้วมสอดกอดคอกันเข้าให้มั่นกลั้นใจตาย เสียให้พ้นเฒ่าแสนร้ายนี้เถิด

                    (20) เดิน เมื่อชูชกพฤฒาจารย์พาสองกุมารมาเต็มพัก ถึงทางตะกุกตะกักก้อนศิลา เฒ่าชราเดินทลุทะลาด เหยียบพลาดล้มผลุง เครือเถาสะดุ้งหลุดออกจากข้อพระกร สองบังอรก็วิ่งมาสู่สำนักพระบิดา เฒ่าชราฉวยได้เรียวไม้ไล่ขบฟัน ฉุดกระชากรันด้วยโทโส อากฑฒนฺโต เสมือนหนึ่งจะเชือดเนื้อหนังกินเสียทั้งเป็นเห็นเวทนา เข้าฉุดคร่าพาลากสำรากขู่ ว่าดูดู๋เด็กน้อยๆ ทั้งคู่นี้รู้แต่ว่าจะหนี ครั้นพราหมณ์ตีสิว่าพราหมณ์ร้าย เอ็งสิมาร้ายไปก่อนพราหมณ์นั้นไม่ว่า ตาแกก็เหลียวมาตีพระชาลีเข้าต้ำผาง แล้วก็เหลียวมาตีนางกัณหาให้ร้องอยู่กรี๊ดกรี๊ด หวีดหวาดดูเวทนา     ขึ้น ควรจะสงสารเอ่ยด้วยแก้วกัณหา พระชลนาไหลลงผอยๆ ชะม้อยแลดูไม้ที่พราหมณ์ตี แล้วก็ตั้งแต่จะทรงกรรแสงโศกีวอนว่าให้พระบิดาช่วย ว่าชีวิตลูกนี้จะม้วยเสียจริงแล้ว เป็นไฉนพระทูลกระหม่อมแก้วจึงนิ่งเฉยเสียได้ในครั้งนี้ โอ้น่าเวทนาด้วยนางกัณหากุมารี เธอทรงพระโศกีกรรแสงไห้น้ำพระชลนัยน์ไหลลงหลั่งๆ พลางก็ร้องทูลสั่งอยู่แจ้วๆ ว่า เจ้าประคุณทูลกระหม่อมแก้วของลูกเอ่ย ตัดลูกเสียแล้วฤๅจึงนิ่งเฉยเสียได้ ปล่อยให้พราหมณ์จัญไรแกตีด่าคร่าไปต่อหน้าพระที่นั่ง ฆเร ชาตํ ดังว่าข้าครอกเกิดในเรือนเบี้ย โบยตีประดาเสียสุดกำลัง น จายํ พฺราหฺมโณ มิใช่พราหมณ์แล้วนะพระพ่อเจ้า ตาเฒ่านี้แกร้ายกาจ ยกฺโข ชะรอยว่าผีปีศาจมันแกล้งแปลงมาขอทาน ตีประจานให้เจ็บใจจะขาด ขู่ต้อนตวาดกระทำเข็ญ จะฉีกเนื้อลูกกินเสียทั้งเป็นนั้นมิได้ จึงแกล้งตีด้วยฝีไม้ไปให้ลับพระเนตรพระบิตุเรศเจ้าแล้ว ก็จะหักคอลูกแก้วลงกลางดิน จะฉีกเชือดสูบเลือดกินเป็นภักษา พระพุทธเจ้าข้าไม่โปรดแล้วลูกแก้วจะขอลา พระบิดาอย่าได้น้อยพระทัยเลย เจ้าประคุณของลูกเอ่ย อย่าว่าลูกนี้ล่วงมาดูถูก ที่จะได้กลับมาเป็นพ่อลูกกันสืบไปนั้นอย่าสงกา ด้วยว่าเลือดแลเนื้อจะเป็นภักษาของตาพราหมณ์ ลูกนี้กราบทูลความสักเท่าใดๆ ไม่เชื่อเลย กรรมเอ๋ยกรรม ชะรอยว่ากรรม กัณหาน้อยนี้ได้เคยกระทำไว้แต่ชาติปางหลัง จึงให้เผอิญพระเจ้าพ่อชิงชังไม่ดูหน้ามาเมินเฉย โอ้กรรมเอ๋ยเห็นจะสิ้นวาสนาของแก้วกัณหานี้เสียจริงๆ ลูกหญิงขอถวายบังคมลา เป็นไปตามเวลานั้นแล้วแล

ตมตฺถํ   ปกาเสนฺโต   สตฺถา อาห

ตโต   โส   รชฺชุมาทาย   ฯลฯ   กุมารา   มาตุคิทฺธิโนติ

                    (21) เดิน โส โพธิสตฺโต ส่วนสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ได้ทรงฟังพระสุรเสียงแก้วกัณหา เสียวพระสกลกายาเย็นระย่อ เศร้าสลดระทดท้อพระหฤทัยเธอถอยหลัง พระนาสิกอึดอัดคั่งอัสสาสปัสสาส น้ำพระเนตรเธอไหลหยาดหยดเป็นสายเลือด ไม่เว้นวายหายเหือดซึ่งโศกา จึงเอาพระปัญญาวินิจฉัยเข้ามาข่มโศก ว่าบุตรวิโยคทั้งนี้บังเกิดมีเพราะความรัก จำจะเอาพระอุเบกขาเข้ามาประหารหักให้เสื่อมหาย ท้าวเธอกลับสุขเกษมเปรมสบาย พระกายก็สดใสดังพระจันทร์ทรงกลดนั้นแล

                    (22) เดิน คิริทฺวารํ อสมฺปตฺตา เมื่อพราหมณ์ชูชกชราพาสองดรุณลำเพาพงศ์ เกือบจะออกประตูดงพระหิมเวศ ขึ้น ควรจะสงสารเอ่ย ด้วยนางกัณหากุมาเรศเธอทรงพระกรรแสง จนสุดสิ้นกำลังแรงระทวยอ่อน เจ้าก็สะอึกอื้นอ้อนวอนพระพี่ยา ว่าข้าแต่พระเชษฐาชาลีของน้องเอ๋ย น้องนี้หิวอ่อนด้วยอดนม วิงเวียนเจียนจะล้มเสียจริงแล้ว พระชาลีจึงปลอบแก้วกัณหา ว่ากัณหาเอ่ย อุตส่าห์เดินเถิดนะแม่ อย่าระย่อท้อแท้ทางนี่ยังไกล ใครจะช่วยเราได้ไม่มีเลย เจ้าเพื่อนยากของพี่เอ่ย มาตรว่าพระน้องเจ้าจะวอดวาย ตัวพี่ก็จะขอตายไปตามเจ้า จะอยู่ไปไยเล่าให้ทนทุกข์ทรมาน ควรจะสงสารด้วยสองกุมารพร่ำปรึกษากัน ว่าเราจงอภิวันท์ไหว้แก่เทเวศร์ สั่งให้ช่วยบอกเหตุทูลถึงพระมารดา ว่าพลางทางก็แอบพระอังสาซบพระเศียร ถวายต่างประทีปธูปเทียนประทุมชาติ พระพี่น้องก็ร้องประกาศด้วยวาจา ขึ้นสูง ว่า โภนฺโต เทวสงฺฆาโย ข้าแต่เทพยดาเจ้าทั้งหลายเอ่ยอันศักดิ์สิทธิ์ สถิตในเครือหญ้าลดาวัลย์ อันทรงทิพยกรรณแลทิพยเนตร ได้โปรดเกศเกล้ากระหม่อมฉันด้วยช่วยบอกพระมารดา ว่า ยังมีพราหมณ์ชราบุรุษโทษ พาลูกทั้งสองโสดมาทางนี้ ชื่อว่ากัณหาชาลีได้สั่งความ ให้พระมารดาเร่งติดตามมาให้จงได้ โดยมรรคาไลยไพรระหง ตรงตลอดทอดเดียวกระทั่งถึงประตูป่า แต่พอลูกได้เห็นพระพักตราฝ่าพระบาท อโห วต เร ชฏินี โอ้พระชนนีศรีศุภมาตุของลูกเอ่ย เวลาป่านฉะนี้แล้วมิตามมา เออก็เกือบจะพ้นประตูป่าไปเสียยังแล้ว ที่ไหนเลยจะได้เห็นหน้าพระลูกแก้วทั้งสองรา มาตุคิทฺธิโน โอ้สงสารเอ่ยด้วยสองดรุณทรามสวาท เมื่อนิราศร้างห่างพระมารดา พราหมณ์ชราตาแกตีพระพี่น้อง เทพยเจ้าก็ร้องหวีดหวาดไม่เว้นองค์ ครั้นพราหมณ์ตาแกตีพระพี่ลงเจ้าก็ร้องอยู่กรี๊ดๆ เทพยเจ้าก็ร้องหวีดขึ้นพร้อมกัน เสียงสนั่นทุกอกสัตว์ วายุพาลพัดมาเฉื่อยฉิว ใบพฤกษาปลิวร่วงระรุบเย็นทุกเส้นหญ้า พอโพล้เพล้เวลาพลบค่ำย่ำสนธเยศ พราหมณ์ก็พาสองดรุณเยาวเรศลับล่วงประตูป่า อิติ เมาะ อิมินา ปกาเรน โดยประการดังแสดงมาฉะนี้แล ฯ

กุมารปพฺพํ   นิฏฺฐิตํ ฯ

ประดับด้วยพระคาถา ๑๐๑ พระคาถา

เอวํ ก็มีด้วยประการดังนี้แล ฯ

 

(พิณพาทย์ทำเพลงโอดเชิดฉิ่ง)

 

TOP

home-icon-png-transparent-49191

facebook-e13553374964301

email1