Wednesday, 26th of July 2017

กัณฑ์ที่ ๖ จุลพน ๓๕ พระคาถา

กัณฑ์ที่ ๖ จุลพน ๓๕ พระคาถา

Untitled-06

mc06 
พระมหาสม สุทฺธิปภาโส
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหลักสี่ พระอารามหลวง

พระนิพนธ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

--------------------------------

                    เอวํ เจตปุตฺโต พฺราหฺมณํ โภเชตฺวา ปาเถยฺยสฺสตฺถาย ตสฺส มธุโน ตุมฺพญฺเจว ปกฺกมิคสตฺถิญฺจ ทตฺวา มคฺเค ฐเปตฺวา ทกฺขิณหตฺถํ อุกฺขิปิตฺวา มหาสตฺตสฺส วสโนกาสํ อาจิกฺขนฺโต อาห

                    (1) เดิน เอวํ เจตปุตฺโต อันว่าวนพเนจรเจตบุตรมฤคลุททพรานไพร ใจนี่กวดเก่งกักขฬะกล้าแข็งกำแหงห้าว ขัดห้างนอนในพนัสราวอรัญญิกประเทศ อันบรมรัญญาเจตราชดำรัสสั่ง ตั้งไว้ให้ตรวจตระเวนระวังด่านประตูดงแดนไพร สุตฺวา เมื่อได้สดับพฤฒาเฒ่าชราชูชกทลิทกชาติ ไม่รู้กลที่ตาแกแสนฉลาดด้วยเล่ห์ลิ้นหลักแหลมในเชิงลวง บอกว่าเป็นพระทูตหลวงอันลือชา นำซึ่งศุภลักษณสาราราชสาส์น แห่งพระผู้ผ่านพิภพสีพี ให้ออกมาเชื้อเชิญพระยาชีศรีบรมบพิตรพงศ์ทิพากร เข้าไปสู่พระนครกรุงไกร เจตบุตรก็สิ้นสงสัยไม่เคลือบแคลง สำคัญคะเนแจ้งว่าจริงดังวาจา พฺราหฺมณํ โภเชตฺวา จึงยังพราหมณ์ให้ภัตตกิจกินมธุมังสังย่าง ต่างกระยาโภชน์พอกำเลาะแรง ปาเถยฺยํ ที่ยังเหลือเนื้อย่างแห้งก็ห่อหิ้วให้เป็นพวง ทั้งน้ำผึ้งก็ตักตวงใส่เต้าเต็มบริบูรณ์ จัดให้ธชีไปเป็นต้นทุนตามมรรคา ทกฺขิณหตฺถํ อุกฺขิปิตฺวา จึงพาพราหมณ์ไปสถิตที่สถลต้นอรัญญวิถี แล้วก็ยกทักษิณหัตถ์ขึ้นชี้มรรคาพนาเวศ เบื้องจะแนะนำนิเทศทุมาไม้แลไพรเขา อันเป็นที่สำนักเนาหน่อนฤเบศรเวสสันดรราช ก็กล่าวเป็นบาทพระคาถา

เอส   เสโล   มหาพฺรหฺเม   ฯฯ   ชาตเวทํ   นมสฺสตีติ

                    (2) ขึ้น มหาพฺรหฺเม ดูกรมหาพราหมณ์พฤฒาเฒ่าผู้ถือสาส์น เอส เมาะ เอโส ปพฺพโต อันว่าเขาพระหิมพานต์ ภูมิพนัสบรรพตพิสัยสูงเสมอเมฆ เสโล เมาะ เสลมโย เทียรย่อมศิลาลายแลอดิเรกอร่ามรุ่ง ราวกับรายรัตนมณีนพเก้าแกมเกิดกับก้อนผา บ้างก็เรื่อเรืองเหลืองบุษยโมราจรูญร่วงเป็นสีรุ้งพุ่งพ้นเพียงอัมพรพื้นนภากาศ บ้างก็เด่นแดงเป็นแสงดาดดุจดวงประพาฬเพ็ชรประภัสสร ที่สีแสดก็สอดซ้อนสลับซับกับส่านเสน มรกตพุกามแกมกับโกเมนมุกดาหารเห็นพิจิตรดังเจียระไนอุไรเรียบ ไพฑูรย์ทับทิมประเทืองเทียบปัทมราชรัตน์นิลแนม แกมพลอยผลึกเลื่อมเมลืองแสง ที่เขียวขาบก็คาบแข่งขจิตขจาย บ้างก็เป็นสีอัญชนะช่อวิเชียรฉายโชติช่วงชัชวาลวาว ประดุจดาวประกายพรึกพรายพร้อยประพร่างพรับ เมื่อต้องแสงสุริยะก็ระยับวับวาบเป็นวุ้งแวววามวาวสว่างตา ที่ผุดเผินเป็นแผ่นผาภูตระเพิงพอก บางแห่งเห็นนี่ก็เงื้อมงอกเป็นแง่ง้ำงุ้มชะโงกชะงันหงาย ลางเหล่าก็ทะลายลิลั่นสะบั้นบิ่นหินเห็นกระเด็นเดาะ เหมือนบุคคลมาเข่นเคาะเราะร่อร่อนให้หรอร่อย เป็นรอยร้าวรานระคายควรจะพิศวง ที่เวิ้งวุ้งชะวากวงเวียนไศลไตรตรวยห้วยหุบคูหาเหว เห็นเป็นปล่องเปลวโปร่งปลอดตลอดแลละลิบละลานตา ที่ภาคพื้นเป็นน้ำผาพุพุ่งฟุ้งขจายเป็นสายโปรย ดุจไขสุหร่ายโรยร่วงเป็นเรณูน่าสรงสนาน ที่หินห้อยย้อยยานเป็นน้ำหยัดหยาดหยดยะเยือกเย็นอย่างอมฤตยวารี ในท้องถ้ำนั้นเป็นแท่นที่รโหฐานกาญจนแก้วเก็จประกอบกัน เป็นหลั่นหลั่นล้วนมโนศิลาลาด ย่อมเป็นที่อาศัยไกรสรสิงหราชเริงแรง แสนสนุกทุกหนแห่งห้องเหมหิรัญรัตน์ไพโรจน์ เป็นที่ภิรมย์ปราโมทย์อมรพิมานมรุคณานิกรปีศาจสิง ทุกมิ่งไม้บรรดามีในคิรียประเทศ พิเศษทรงทศเสาวคนธ์คันธขจรขจายฟุ้งจรุงใจเป็นอาจิณ คนฺธมาทโน จึงเรียกนามชื่อศิขรินทร์คันธมาทน์บรรพต เหตุปรากฏกอปรด้วยไม้หอมสิบประการมี เชิญธชีจงครรไลเลียบระเบียบไม้ละเมาะมุ่งภิมุขมาดหมายอย่าเหม่อเมิน โดยทิศอุดรเดินข้างเฉียงเหนือสำเหนียกไป หน้าโน้นก็หมู่ไม้มีอยู่มากมายหลายพรรณเพียงประหนึ่งว่าพุ่มพนมฉัตร นีลา แลเขียวชอุ่มอัดออกอรชรช่อผกาเกิดทุกกิ่งก้าน อุคฺคตา ยอดทะยานเยี่ยมโพยมอย่างพยับเมฆมหิมา อญฺชนปพฺพตา ตะละหนึ่งว่าเนินพนมนิลอัญชนศิขรินทรรายเรียงระดับดงดูสล้าง ธวสฺสกณฺณา หน้าโน้นก็พฤกษาหูกวางยางยูงพะยอมใหญ่ สรรพซึกซากโศกไทรมะซางสาดสีเสียดสนสะพรั่ง พรรณรุกขะเต็งรังร่มเรียงเหียงหันมะหาดเห็นรโหฐาน สมฺปเวธนฺติ ครั้นต้องพายุรำเพยพานรำพายพัด พรรณพฤกษ์ก็พร้อมกันไกวกวัดสะบัดโบก ต้นลำยอดก็โยงโยกอยู่โยนเยนเอนอ่อนทะท่าวทบ อิว มาณวา เสมือนหนึ่งว่ามาณพหนุ่มน้อยที่หน้านวล ไม่เคยควรดื่มสุราเข้มคราวเดียวก็เสียวสร้านสิ้นสมปฤดี จะดำรงทรงซึ่งอินทรีย์ก็บ่มิได้ด้วยกำลังเมา อุปริ ทุมปริยาเยสุ บนยอดไม้นั้นเล่าก็ละเวงไปด้วยเสียงสกุณคณานิกรก็เพรียกพร้องกับกิ่งพฤกษาน่าพึงฟัง สงฺคีติโยว สุยฺยเร ระรี่เรื่อยราวกับเพลงขับอัปสรสุรางค์สุราทิพยเทวโลก นชฺชุหา ล้วนคณานิกรโพระดกดุเหว่าร้องสนั่นก้องอยู่ไม้โน้น แล้วก็โจนมาจับซึ่งไม้นี้ ร้องท้อกันซิกซี้จู๋จี๋จะจอแจ สุรสำเนียงนั้นเซ็งแซ่ประสานศัพท์ รับกับกิ่งรุกข์เมื่อมารุตรำเพย รมยนฺเต ดูกรธชีเอ่ย สุนทรภิรมย์ไพเราะเหมือนจะเรียกสัญจรบุรุษให้หยุดร่มสำราญเริง เมื่อท่านถึงจึงประทับให้บันเทิงบรรเทาร้อนนอนเสียสักตื่นหนึ่งจึงค่อยไป ก็จะพบพระหน่อทัยธรรมาธิเบศเวสสันดรราช กับด้วยพระนุชนาฏมเหสี สองดรุณโปดกดวงกษัริย์ ทั้งสี่ทรงพระโสมนัสในอมรินทรสุราศรม อุดมไปด้วยเพศพิธีบวชบรรพชากร จมฺมวาสี ทรงพยัคฆจัมมาภรณ์ผูกชฎาเกศกระหมวดมุ่นเป็นมณฑล ถือขอเที่ยวเกี่ยวผลผลาพฤกษ์ ประพฤติพรตพรหมจรรยา ฉมา เสติ บรรทมเหนือใบไม้ปูปฐพีภูมิสถาน ชาตเวทํ ตั้งพิธีกองกูณฑ์กระทำนมัสการไม่ขาดวัน สำคัญว่าอริยธงไชยชายจีวร แห่งพระปัจเจกโพธิแต่ก่อนนั้นแล

อมฺพา   กปิตฺถา   ปนสา   ฯลฯ   ชาตเวทํ   นมสฺสตีติ

                    (3) ขึ้น มหาพฺรหฺเม ดูกรมหาพราหมณ์พฤฒาจารย์จอมพระทูตหลวง อมฺพา กปิตฺถา ทางที่จะครรไลก็ไม้ม่วงหมู่มะขวิดแขวนทุกขั้วขวั้น ปนสา หน้านั้นก็ขนุนเป็นขนัดแน่นอเนกผล ติดเต็มแต่โคนต้นตลอดยอดเยื่อยวงที่น้ำขังขอดควรจะบริโภครสโอชา อุดมด้วยผลพะวาหว้าหวานวิเศษ วิเภทกา สมอพิเภกเทศไทยเป็นทิวแถวที่เถื่อนทาง ทั้งรังเลี่ยนตะเคียนคางแคข่อยมะค่าเคี่ยมขึ้นสะพรั่งพร้อม พรรณมะขามป้อมปู่เจ้าแจงจิกจันทน์ประจำป่า จารุติมฺพรุกฺขา เหล่ามะพลับพลองมะต้องแต้วมะตูมตาด มะเดื่อดกเด่นแดงดังแสงชาดประชุมช่อลออผล กทลิโย ทั้งกล้วยกล้ายก็เกลื่อนกล่นดังแกล้งกลั่นสรรมาปลูกไว้ในดงดอน จันนวนนมนางไกรสรสรรพกล้วยสั้นทันตหัตถีก็มีอยู่มูนมอง หมู่โน้นก็หอมทองประเทืองปลี หวีเครือนั้นเต็มอ้อมเอมโอชารส ท่านไปอย่ากลัวอดที่เถื่อนทาง มธุ ํ อเนลกํ ทั้งผึ้งร้างว่างแม่ไม่แหหวง เจริญรวงมธุรสวารี เชิญธชีจงชิมฉันให้ชื่นใจ ดับนั้นไปก็ไม้ม่วงหมู่อื่นอีกอยู่แออัด อยู่ริมรอบบริเวณวงวัดวนาศรม ดูอุดมไปด้วยดอกออกผลพื้นพรรณขบเผาะ บ้างก็กำเดาะดิบห่ามทรามสุกทุกลำต้น เภงฺควณฺณา อัมพาผลมีพรรณเป็นสองสถาน บ้างก็เขียวปานประหนึ่งว่าหลังปาด ที่เหลืองเล่ห์สุพรรณชาติชมพูนุท เหฏฺฐา ปุริโส ลำต้นแต่พอบุรุษหยุดยืนอยู่พื้นภาคภายใต้ ก็เอื้อมเก็บกินได้สะดวกดาย ผลสวายหวานวิเศษทรงสุคนธรสเจริญพันธุ์ หิงฺกาโร ปฏิภาติ มํ ตั้งจะอัศจรรย์ประจำดง ดังอยู่หึ่งๆ ในหิมเวศ พนาสณฑ์สกลประเทศทิศาภาคภิรมย์ใจ ดังนันทวโนทยานในอมรแมน แสนสะพรั่งพร้อมไปด้วยพฤกษ์พร้าวตาลติดเต็มแต่ล้วนผล หล่นลงเดียรดาษที่ดินดาล เอตฺถ พฺรหาวเน ในห้องพระหิมพานต์ภูมิพนัสเนินแนว อเนกไปด้วยถ่องแถวทุมาชาติประชุมดอกดูนี่หลายหลาก ตะละหนึ่งว่าช่างชาญฉลาดหากพิจิตรผจงร้อยห้อยไว้ในแดนดง ดูอดิเรกเฉกฉายดังชายธงประเทืองทั่วทุกราวป่า นานาวณฺเนหิ ปุปฺเผหิ แต่ล้วนสรรพมาลาสลับแสง อร่ามรุ่งราวกับจะแข่งคัคนัมพรพื้นนภากาศ อันเด่นดาดไปด้วยดวงดาราราย ยังรุกขชาติที่ชายเชิงเขาเป็นคันเขต กอปรด้วยเบญจโกฏฐ์เกตก์กฤษณากรรณิการ์แกมกับพุดดง เหล่ามะลุลีแลกาหลงกุหลาบล้วนลำดวนดอกดูสล้าง ปาฏลิโย ทั้งแคฝอยแลอ้อยช้างชูช่อเป็นชั้นๆ ประกวดกันทุกก้านกิ่ง โน่นก็บุนนาคกากะทิงกระถินทั้งกะทุ่มแลทองกวาว เหล่าทองหลางล้วนมะเกลือกลุ่ม ประคำไก่แลแก้วกุ่มมะรุมรัก ราชพฤกษ์สะพรั่งดอกดูดาษดา โกสมฺพลพุชา ธวา ทั้งขนุนสำมะลอโลดเลียบแลมูกหลวง หูทะลวงเป็นเหล่าๆ สรรพประดู่หมู่ตะเบาตะแบกเบญจบานไสว รังรุกขลำไยประยงค์แย้มสายหยุดแลยมโดย แต่ล้วนหล่นลงร่วงโรยรายดอกลงมูนมอง เหมือนบุคคลขนมากองไว้ตระการตา ปลาสขลสนนิภา เพียงประหนึ่งว่าฟ่อนข้าวอันเต็มไปด้วยฟางก็ปานกัน ในห้องพระหิมวันต์นั้นแล

                    (4) ขึ้น มหาพฺรหฺเม ดูกรมหาพราหมณ์รามวิสัย ตสฺสาวิทูเร โปกฺขรณี เบื้องหน้าแต่นี้ไปก็สระสนานนามชื่อว่าโบกขรณี เป็นสี่เหลี่ยมเปี่ยมไปด้วยสินธุธารา ดังมณีมโนหรจินดาดวงดูสะอาด ริมบริเวณอาวาสศิวาศรม มโนรเม ในภาพพื้นภูมิภิรมย์เจริญใจ ดังทิพยโบกขรณีในสุนันทา ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา ดาดาษไปด้วยบัวเบญจพิธพรรณประไพสี โกมลจงกลนีอเนกแน่นในกระแสสินธุ์ สัตตบุษย์โกมุทหมู่ลินจงขยายบาน ในคิมหาเหมันตกาลกอปรด้วยดอกนี่ดาษดื่น กำหนดน้ำนั้นก็ตื้นแต่เพียงเข่าควรจะปราโมทย์ ด้วยเรณูเกสรสาโรชก็โรยรายร่วงลงในใบบัว ระคนด้วยน้ำค้างที่ขังกลั้วก็กลับข้นเข้าเป็นก้อนปรากฏ นามชื่อว่าโบกขรมธุรสวารี วายนฺติ ดูกรธชี ยังมีพายุรำพายหลายจำพวกพัดกระพือหอบ กอบเอาละอองเกสรอุบลไปปนปรุงปรายไว้ในอาศรม หอมระงมไปด้วยกลิ่นรื่นจรุงใจ สิงฺฆาฏกา อันว่าผลกระจับใหญ่ย่อมเยียดยัดอยู่ท้องธาร ที่ขอบฝั่งนั้นก็พืชข้าวสารสาลีลออรวง เมล็ดขาวราวกับเพชรรัตน์หลวงจำรัสราย มจฺฉกจฺฉปพฺยาวิธา สรรพเต่าปลาทั้งหลายก็ลอยโลดโดดเล่นในมุจลินทร์สินธุธารา ทั้งเทโพโลมาก็มาดหมายหมู่สวายแสวงวัง ตะโกกกาแกมกับกดคลังเที่ยวกินไคลแล้วเคล้าคู่ นวลจันทร์พรรณเนื้ออ่อนแอบอาศัยอู่แอ่งกะอุกอาย คางเบือนก็บังกายกับโกมล หมู่กะดี่ชะโดดุกก็โดดด้นดำลงดาลดิน กะโห้กะแหหาอาหารกินทุกหนแห่ง คระครับคลายก็ว่ายแว้งฉวัดเฉวียนตามเฉนียนนอง แมลงภู่พาพวกตะเพียนทองล่องเล่นสลอนลอย สรรพซิวซ่าปลาสร้อยก็สับสนระคนแข่งเคียงขนานเล่นเป็นคู่ๆ   อุปยานกา พวกพรรณเปี้ยวปูหมู่หอยก็คลานคร่ำเล็มไคลในวาริน ทั้งกุ้งกั้งมังกรกุมภิลก็ผุดเผ่นเล่นน้ำคะนองเชย ดูกรพราหมณ์เอ๋ย ประหลาดหลากด้วยรากอุบลบัวบังเกิดมีประมาณเท่างอนไถ เป็นน้ำเปรียงประปริ่มไหลใสสะอาดขาว ราวกับขีโรทกมธุรสเจริญหวาน เชิญธอาจารย์จงบริโภคให้พอครอง นานาคนฺธสมีริตํ ยังหมู่ไม้ก็มูนมองมีอยู่ริมรอบขอบสระ ระดะดอกดูสลับสลอนต่างๆ คันธขจรขจาย กลิ่นรื่นรสระเหยหวนไม่หายหอมในหิมวันต์ สมฺโมทิเตว จะยังคนสัญจรไปถึงให้พึงเปรมเกษมใจ ด้วยสรรพบุปผาผกาไม้ที่เบิกบาน ระบุระบัดบนกิ่งก้านตลบอบอาบใจให้มัวเมา หมู่แมลงมาศภมรก็คลึงเคล้าเอาชาติเรณูนวลผกาเกสร หึ่งๆ บินวะวู่ว่อนร่อนร้องอยู่โดยรอบขอบจัตุรัสโบกขรณี นานาวณฺณา พหู ทิชา เหล่าคณานิกรปักษีมีพรรณหลากหลายประหลาดเลิศล้วนกำเนิดเป็นสองหน เป็นฟองก่อนแล้วก็เกิดเป็นตัวตนต่อภายหลัง อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน เสนาะไปด้วยสำเนียงสนั่นดงดังอยู่เพรงเพรียก เรียกกู่กันคลอแคลซ้อแซ้ประสานก นนฺทิกา คณานิกรพิหคประหิตหงส์เหมห่านก็เหินบิน ลงลอยเล่นมุจลินท์ชโลทกกกกินเกสรบัว ปิยา จ โน นกกระสาพากันเมียผัวแสวงภักษ์มาปักป้อนโปดกในเรือนรัง ประนังเสียงอยู่เซ็งเซียบ เหล่าอีลุ้มกะแลเลียบกะลิงลี้เข้าลับไม้ พรรณกาน้ำก็ดำไล่เหล่ามัจฉาในวารี สกุณชาติทั้งหลายเหล่านี้ก็ย่อมอาศัยสระเสพภักษาหาร สำราญรังอยู่รุกขรอบติราเรียงร้องระงมไพร กุสเลเหว คนฺถิตา ป่านั้นก็รุ่งอร่ามไปด้วยพรรณบุปผาผกาบานประสานสีสลับกลีบ ดังแกล้งจีบประจงตรงปานประหนึ่งว่าข่ายทองประเทืองทั่วทุกถิ่นแถว ควรจะทัศนาแนวในตำแหน่งวนาศรม แห่งพระเพศยันดรผู้เจริญพรหมประพฤติพรต พร้อมไปด้วยสองดรุณวโรรสราชชายา อันอยู่ในห้องหิมวานั้นแล

อิทญฺจ   เม   สตฺตุภตฺตํ   ฯลฯ   โส   เต   มคฺคํ   ปวกฺขตีติ

                    (5) เดิน เบื้องว่าเจตบุตรพรานไพร พร่ำพรรณนาแนะแนวพนัสลำเนาเขาแลไม้ให้แก่ธชีชูชกชราจารย์ อันจะไปสู่อาศรมสถานที่สถิต แห่งบรมบพิตรเพศยันดรดวงกษัตริย์พราหมณ์ก็โสมนัสเปรมปรีดิ์ จึงกล่าวสุนทรวาทีทางปฏิสันถาร ว่าดูกรเจตบุตรผู้เป็นหลานสัลเลขดง         สตฺตุภตฺตํ ข้าวสัตตูผงสัตตูก้อนกวนด้วยน้ำผึ้งพิเศษหวาน อันอมิตตดาเยาวมาลย์ผู้มีพักตร์ผ่องใส แกล้งประเจียนจัดประจงให้มาเป็นเสบียงเลี้ยงท้องที่เถื่อนทาง ตาจะแบ่งให้เจ้าบ้างบริโภคเล่นหลากหลาก ตามประสายากที่กลางไพร ขึ้น เจตบุตรจึงตอบว่าขอบใจเจียวนะธอาจารย์ สมฺพลํ อันว่าขนมหวานวรวิเศษเสบียงป่า ที่คุณตาจะให้หลานๆ ก็ไม่ประสงค์ เชิญธอาจารย์จงเอาไปกินในอรัญวิถี ไปเถิดนะตรงนี้ ตรงมือหลานชี้อย่าเลินเล่อ เป็นทางน้อยรอยเร่อพอจุบาทบทจรเดินได้แต่ผู้เดียวไม่เคี้ยวคด ตรงไปสู่อาศรมบทพระนักบวชบำเพ็ญฌาน ชื่อพระอัจจุตจอมใจอาจารย์อุดมเพศ ปงฺกทนฺโต ฟันขาวพิเศษดังสีสังข์ รชสฺสิโร ผมเผ้านั้นนะรุงรังระคนข้องไปด้วยละอองธุลีผง ทรงพยัคฆจัมมาภรณ์ลายละเลื่อมกับทั้งเล็บ ถือขอเที่ยวเกี่ยวเก็บกินผลไม้ กระทำอัคคีวันทนบูชาไฟเป็นเนืองนิตย์ โดยพิสัยพระนักสิทธิ์สืบโบราณ ย่อมสถิตในสถานละแวกหว่างวนวิถี เมื่อท่านถึงจึงยอกรอัญชลีเคารพกราบกราน กระทำปฏิสันถารถามถึงมรรคา พระผู้เป็นเจ้าก็จะพรรณนาแนะนิทเทสเถื่อนทางให้ท่านไป สู่สำนักบรมไทยทานาธิบดีศรีเวสสันดร อันอยู่ในอาศรมสิงขรนั้นแล

                    ตมตฺถํ   ปกาเสนฺโต                        สตฺถา   อาห

                                อิทํ   สุตฺวา   พฺรหฺมพนฺธุ                   เจตํ   กตฺวา   ปทกฺขิณํ

                                อุทคฺคจิตฺโต   ปกฺกามิ                          เยนาสิ   อจฺจุโต   อิสีติ

                    (6) เดิน ยํ อตฺถํ อันว่าอรรถอันใดยังมิได้แจ้งปรากฏ จุณฺณิยปเท ในจุณณิยบทปัจฉาภาคภายหลัง ตํ อตฺถํ อันว่าสมเด็จพระบรมนาถศาสดาจารย์ เมื่อจะโปรดประทานอรรถอันนั้นให้แจ้ง จึงตรัสว่า ขึ้น ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้กลัวภัยในวัฏสงสาร พฺรหฺมพนฺธุ อันว่าเฒ่าผู้เป็นเผ่าภารทวาชโคตรทิชงควิสัย สุตฺวา เมื่อได้สดับสุนทรคดีสิ้นเสร็จสุด อันนายพเนจรเจตบุตรบอกแจ้งจำถนัด ในพนัสวิถีเถื่อนทุเรศ ขึ้น อุทคฺคจิตฺโต เฒ่าทลิเชษฐ์ก็ชื่นบานบันเทิงใจ ยกย่ามละว้าขึ้นใส่ไหล่สะพักแล่งละล้าละลัง ปทกฺขิณํ กตฺวา เฒ่าก็กระทำปทักษิณสิ้นตติยวารเวียนรอบชอบที อจฺจุโต อันว่าพระอัจจุตฤษีผู้สร้างพรต ยตฺถ ปเทเส สำเร็จอิริยาบถบำเพ็ญผลเพิ่มผนวชในประเทศที่ใด ปกฺกามิ เฒ่าก็บ่ายพักตรเฉพาะไป ตํ ปเทสํ สู่ประเทศที่นั้นแล ฯ

จุลฺลวนวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ

ประดับด้วยพระคาถา ๓๕ พระคาถา

เอวํ ก็มีด้วยประการดังนี้แล ฯ

(ปี่พาทย์ทำเพลงคุกพาท)

 

TOP

home-icon-png-transparent-49191

facebook-e13553374964301

email1